วันอังคารที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2556

iPHONE จ้า



    ไอโฟน (อังกฤษ: iPhone) เป็นโทรศัพท์มือถือที่มีความสามารถใช้งานอินเทอร์เน็ตและมัลติมีเดีย ผลิตและจำหน่ายโดยบริษัทแอปเปิล โดยการทำงานของไอโฟนสามารถใช้งานส่งอีเมล ใช้เป็นโทรศัพท์เคลื่อนที่ ส่งเอสเอ็มเอส ท่องอินเทอร์เน็ตผ่านทางซอฟต์แวร์ซาฟารี ค้นหาแผนที่ ฟังเพลง และความสามารถอื่น โดยมีอุปกรณ์หลักประกอบด้วย Wi-Fi (802.11b/g) บลูทูธ 2.0 และกล้องถ่ายภาพ 2.0-megapixel ไอโฟนรุ่นแรกมีลักษณะ 2.5G quad band GSM และ EDGE และรุ่นที่สองใช้ UMTS และ HSDPA

    แอปเปิลได้เปิดเผยไอโฟนรุ่นแรกโดย สตีฟ จอบส์ ในงานแม็คเวิลด์ วันที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2550 และวางจำหน่ายครั้งแรกในสหรัฐอเมริกาวันที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2550 ไอโฟนได้ชื่อว่าเป็นสิ่งประดิษฐ์ยอดเยี่ยมประจำปีจากนิตยสารไทม์ ประจำปี 2550 โดยมีรุ่นถัดมาคือ ไอโฟน 3G และ ไอโฟน 3GS และไอโฟน 4 ได้เปิดตัวในวันที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2553 ไอโฟนรุ่นใหม่ล่าสุดในปัจจุบันคือ iPhone 4S ซึ่งมีเป็นรุ่นที่สมบูรณ์ที่สุดในขณะนี้

    การทำงานของไอโฟน
    การทำงานของโทรศัพท์ไอโฟนนี้จะแตกต่างจากโทรศัพท์มือถืออื่น โดยไอโฟนจะไม่มีปุ่มสำหรับกดหมายเลขโทรศัพท์ โดยการทำงานทั้งหมดจะทำงานผ่านหน้าจอโดยการสัมผัสมัลติทัชผ่านคำสั่งต่างๆ โดยมีระบบปฏิบัติการหลัก iOS และมีระบบเซ็นเซอร์ในการรับรู้สภาพของเครื่องเพื่อกำหนดการแสดงผลของจอภาพ เช่นหากวางเครื่องในแนวตั้งระบบก็จะปรับให้แสดงผลในแนวตั้ง หากวางในแนวนอนระบบก็จะแสดงผลในแนวนอน

    รุ่น
    - ไอโฟน 2จี (iPhone 2G)
    - ไอโฟน 3จี (iPhone 3G)
    - ไอโฟน 3จีเอส (iPhone 3GS)
    - ไอโฟน 4 (iPhone 4)
    - ไอโฟน 4เอส (iPhone 4S)
    - ไอโฟน 5 (iPhone 5)จะเปิดตัวประมาณวันที่ 12 กันยายน
     การวางจำหน่าย
     ไอโฟนเริ่มมีวางจำหน่ายครั้งแรกเฉพาะในสหรัฐอเมริกา ในวันที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2550 โดยร่วมมือกับเครือข่ายเอทีแอนด์ทีไวร์เลสส์ (ในขณะนั้นในชื่อ ซิงกิวลาร์ไวร์เลสส์) โดยก่อนวันจำหน่ายร้านแอปเปิลได้ปิดร้านในช่วง 14 นาฬิกาเพื่อเตรียมตัวขายไอโฟนในเวลา 18 นาฬิกาตามเวลาท้องถิ่น ซึ่งมีผู้ใช้รอคิวเข้าซื้อเป็นจำนวนมาก โดยทางแอปเปิลขายไอโฟนได้ 270,000 เครื่อง ในช่วง 30 ชั่วโมงแรกที่เปิดจำหน่าย โดยในปัจจุบันไอโฟนรุ่นแรกมีวางจำหน่ายในหกประเทศได้แก่ ไอร์แลนด์ สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส เยอรมนี ออสเตรีย และสหรัฐอเมริกา

     โดยในวันที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2551 ไอโฟนรุ่นใหม่ หรือที่รู้จักในชื่อ ไอโฟน 3G จะมีการวางจำหน่ายใน 22 ประเทศ ซึ่งรวมถึง 6 ประเทศที่มีวางจำหน่ายแล้ว และหลังจากนั้นจะมีวางจำหน่ายเพิ่มขึ้นอีกใน 48 ประเทศทั่วโลก รวมเป็นทั้งหมด 70 ประเทศ โดยในอาเชียนจะมีประเทศสิงคโปร์ และฟิลิปปินส์ที่มีการจำหน่ายไอโฟนอย่างเป็นทางการ โดยในสหรัฐอเมริกานั้น ผู้ซื้อไอโฟนรุ่นใหม่จำเป็นต้องจดสัญญากับเอทีแอนด์ทีเป็นระยะเวลาสองปี

      ประเทศไทยเริ่มมีการวางจำหน่ายไอโฟน 3G ในวันที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2552 โดยทรูมูฟ เป็นผู้ถือลิขสิทธิ์การจำหน่ายเป็นรายแรกในประเทศไทย และมีงานเปิดตัวระหว่างวันที่ 16-18 มกราคม พ.ศ. 2552 ณ รอยัลพารากอนฮอลล์ สยามพารากอน และดีแทคเป็นรายที่สองที่ได้สิทธิ์การจัดจำหน่าย โดยมีการเปิดตัวพร้อมจำหน่ายเครื่องวันแรก เมื่อวันที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2553 ณ ลานพาร์กพารากอน สยามพารากอนและในวันที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2553 เวลา 0.00 น. ไอโฟน 4 ได้เปิดตัวในประเทศไทย โดยทรูมูฟ, ดีแทค และ AIS เป็นผู้ถือลิขสิทธิ์การจำหน่ายในประเทศไทย


********************



   ไอโฟน 3จี (iPhone 3G)
 
    ไอโฟน 3จี (iPhone 3G) คือสมาร์ตโฟนระบบจอสัมผัสที่พัฒนาโดย บริษัทแอปเปิล ซึ่งเป็นรุ่นที่สองของ ไอโฟน ต่อมาจากรุ่น ไอโฟน รุ่นแรกถูกประกาศอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2551 ในงาน WWDDC 2008 ที่ Moscone Center ในเมืองSan Francisco มี 3G ที่คล้ายกันมากกับรุ่นก่อนที่มีเหมือนกันกล้อง 2 MP และการสนับสนุนสำหรับ บันทึกวิดีโอ ไม่มีและประสิทธิภาพการทำงานของมันถูก จำกัด โดยเดียวกันขนาด 128 เมกะไบต์ eDRAM หน่วยความจำแต่ 3G ที่โดดเด่นการปรับปรุงหลายต้นฉบับ ที่สนับสนุน GPS แบบช่วยเหลือ, ข้อมูล 3G และ Tri - band UMTS/HSDPA

     การทำงานของ iPhone 3G มีระบบปฏิบัติการของ Apple IOS ของระบบปฏิบัติการเดียวกับที่ใช้เมื่อก่อนหน้า iPhones , iPad, Apple TV, และ iPod Touch จะมีการควบคุมเป็นหลักโดยปลายนิ้วของผู้ใช้ในที่ สัมผัสหลาย แสดงซึ่งมีความไวในการติดต่อกับปลายนิ้ว
iPhone 3G ไม่ได้รับการปรับปรุงซอฟต์แวร์จาก Apple ในวันที่ 11 มีนาคม 2011 ซึ่งเป็นวัน iOS 4.3 ถูกเปิดตัวออกมา แต่ก็ไม่มีการสนับสนุน

     ประวัติ
     ในวันที่ 11 กรกฎาคม ค.ศ. 2008 Apple ได้เปิดตัว iPhone 3G ใน 22 ประเทศ รวมทั้งเดิมหก ในรุ่น 8GB และ 16GB, กับรุ่นความจุที่มีขนาดใหญ่ที่มีตัวเลือกของการอยู่ในสีดำหรือสีขาว
      เมื่อ iPhone 3GS ถูกปล่อยออกมาได้ 1 ปีภายหลังราคาของ iPhone 3G ถูกตัดในช่วงครึ่งปีและได้ทำรูปแบบการงบประมาณของ iPhone โดยราคาของ iPhone 3G อยู่ในราคา $ 99 อยู่ในสีดำเท่านั้น และมาพร้อมกับ 8GB ของการจัดเก็บ พร้อมกับการแก้ไขนี้เป็น iPhone OS 3.0 ในวันที่ 7 มิถุนายน 2010 iPhone 3G ถูกยกเลิกและแทนที่ด้วย 8 GB iPhone 3GS ขายในราคาเดียวกันด้วยราคา $ 99

     ซอฟต์แวร์
     iPhone 3G ได้เข้ามาโหลดไว้กับรุ่นล่าสุดของ iPhone OS ทั้ง 2 เพื่อให้มีการปรับปรุงใหม่ล่าสุดในซอฟต์แวร์และการที่จะต่อสู้กับความพยายามของการ jailbreaking กว่าปีที่ iPhone 3G ของได้รับการสนับสนุนโดย Apple ที่มีการปรับปรุงซอฟต์แวร์ ซ้ำที่สำคัญของซอฟต์แวร์ที่มักจะเปิดตัวออกมาทุกปี

     เมื่อเปิดตัวในเดือนกรกฎาคมปี 2008 ของ iPhone 3G มาพร้อมโหลดไว้กับ iPhone OS 2.0 ซึ่งเปิดตัวใน App Store สนับสนุนโดย Microsoft Exchange ActiveSync, บริการ MobileMe ของ Apple และผลักดันการสนับสนุนทางอีเมลพร้อมด้วยคุณสมบัติใหม่อื่น ๆ และแก้ไขข้อผิดพลาดเช่นกัน

     ในเดือนมิถุนายน 2009 iPhone 3G ของ iPhone ได้รับการปรับปรุงซอฟแวร์ระบบปฏิบัติการ 3.0 ที่นำรอคอยมานานคุณลักษณะ MMS คัดลอกและวางสนับสนุนภูมิสำหรับใช้งานมากขึ้นการสนับสนุนสเตอริโอ Bluetooth, และการปรับปรุงอื่น ๆ เช่นกัน
ในเดือนมิถุนายน 2010 เจ้าของ iPhone 3G ถูกออก iOS 4.0 การปรับปรุงซอฟต์แวร์ ซึ่งแตกต่างจากผู้สืบทอดของ iPhone 3GS ที่จะไม่ได้รับ multitasking ภาพพื้นหลังหน้าจอที่บ้านหรือการสนับสนุนแป้นพิมพ์ Bluetooth แต่ก็ยังคงมีคุณสมบัติแบบครบวงจรของกล่องจดหมาย, โฟลเดอร์, รายการเพลงที่สร้างระหว่างการปรับปรุงอื่น ๆ ใน Ios 4 แต่ยังคงแม้จะมีจำนวนของคุณสมบัติใหม่ที่นำมาปรับปรุงนั้นจะถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางสำหรับการทำงานที่ช้าในบนอุปกรณ์

     แต่อย่างไรก็ตามการปรับปรุงเพื่อพัฒนาไปยัง iOS 4.1 ได้เปิดตัวและเปิดตัวเมื่อเดือนกันยายน 2010 ซึ่งการปรับปรุงประสิทธิภาพของอุปกรณ์ที่อยู่ภายใต้ iOS 4 แต่แตกต่างจากอุปกรณ์อื่น ๆ iOS แม้ว่าจะไม่ได้รับการประยุกต์ใช้ศูนย์เกมส์

     ในวันที่ 22 พฤศจิกายน ค.ศ. 2010 iPhone 3G ได้รับการปรับปรุงเป็น iOS 4.2 การปรับปรุงซอฟต์แวร์ซึ่งรวมถึงคุณสมบัติใหม่ เช่น YouTube การออกเสียงลงคะแนน และการแก้ไขการรักษาความปลอดภัย แต่อย่างไรก็ตาม iPhone 3G ไม่ได้รับคุณสมบัติมากมายรวมทั้ง AirPlay ตัวเลือกเพิ่มเติมในถาดแบบมัลติทาสก์และค้นหาข้อความซาฟารี

     ในวันที่ 12 มกราคม ค.ศ. 2011 iOS 4.3 ได้รับการปรับปรุงซอฟต์แวร์เบต้า 1 ออกมาให้นักพัฒนา แต่ยังไม่มีการการเชื่อมโยงดาวน์โหลด iPhone 3G จะไม่สนับสนุนโดย Apple ในการปรับปรุงซอฟต์แวร์
ในวันที่ 9 มีนาคม ค.ศ. 2011 การปรับปรุงของ IOS ซอฟต์แวร์ 4.3 ได้ประกาศอย่างเป็นทางการซึ่งเป็นครั้งแรกที่มีการปรับปรุงซอฟต์แวร์ iOS ออกจากการสนับสนุนของ iPhone 3G


*********************

   

     ไอโฟน 3จีเอส (iPhone 3GS)

     ไอโฟน 3จีเอส (iPhone 3GS) คือสมาร์ตโฟนระบบจอสัมผัสที่พัฒนาโดย บริษัทแอปเปิล ซึ่งเป็นรุ่นที่สามของ ไอโฟน ต่อมาจากรุ่น ไอโฟน 3G ถูกประกาศอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2552 ในงาน WWDDC 2009 และขายครั้งแรกวันที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2552 ในประเทศออสเตรเลียและญี่ปุ่นวางจำหน่ายในวันที่ 26 มิถุนายนและต่างประเทศในเดือนกรกฎาคมและสิงหาคม พ.ศ. 2552
ไอโฟน 3จีเอส ทำงานด้วยระบบปฏิบัติการของ Apple Ios เป็นถูกนำมาใช้ใน iPad และ iPod touch จะมีการควบคุมเป็นหลักโดยปลายนิ้วของผู้ใช้ในจอแสดงผลแบบมัลติทัช ไอโฟน 3จีเอส จะนำหน้าด้วย iPhone 3G และประสบความสำเร็จโดย iPhone 4


*********************

     ไอโฟน 4  (iPhone 4)

    ไอโฟน 4 (อังกฤษ: iPhone 4) คือสมาร์ตโฟนระบบจอสัมผัสที่พัฒนาโดย บริษัทแอปเปิล ซึ่งเป็นรุ่นที่สี่ของ ไอโฟน ต่อมาจากรุ่น ไอโฟน 3จีเอส ถูกออกแบบเฉพาะสำหรับการใช้งานด้านการโทรศัพท์โดยมีสัญญาณภาพ (ในชื่อ เฟซไทม์) การอ่านหนังสืออีบุค, การดูวิดิโอ, ฟังเพลง, เล่นเกม และอินเทอร์เน็ต ถูกประกาศอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2553 ในงาน WWDDC 2010 และขายครั้งแรกวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2553 ในอเมริกา,อังกฤษ และอีกในหลายประเทศ โดยในประเทศไทยนั้นมีการขายครั้งแรกอย่างเป็นทางการใน วันที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2553 โดยสามบริษัทใหญ่เป็นผู้จำหน่ายคือ เอไอเอส ,ดีแทค และทรูมูฟ

     ไอโฟน 4 ทำงานด้วยระบบปฏิบัติการไอโอเอส (iOS) ซึ่งเป็นระบบเดียวกับที่ใช้ในไอโฟนรุ่นก่อนหน้า รวมไปถึงไอแพดและไอพอดทัช 
     การทำงานหลักควบคุมโดยใช้ปลายนิ้วสัมผัสข้อแตกต่างระหว่างไอโฟน 4 และไอโฟนรุ่นก่อนหน้าได้แก่ การออกแบบโฉมใหม่ ที่มีการหุ้มขอบด้วยสเตนเลนสตีลไร้ฉนวนซึ่งทำหน้าที่เป็นเสาอากาศของเครื่อง ตัวเครื่องจะอยู่กึ่งกลางระว่างกระจกอลูมิโนซิลิเกตชนิดพิเศษที่เพิ่มความแข็งแรงวางไว้สองด้านหน้าหลัง ภายในเครื่องมีซีพียู แอปเปิล A4 พร้อม ram 512 MB ของ eDRAM ซึ่งมีความเร็วเป็นสองเท่าของรุ่นก่อนหน้า และเร็วเป็นสี่เท่าของไอโฟนรุ่นแรกสุด หน้าจอขอไอโฟน 4 มีขนาด 89 มม. (3.5 นิ้ว) โดยใช้แอลอีดีแบล็กลิตขนาด แสดงผลด้วยความละเอียด 960×640 พิกเซลซึ่งชื่อการค้าว่าว่า เรตินาดิสเพลย์ (Retina Display)
     จุดเด่นที่น่าสนใจ คือ Facetime การสนทนาพร้อมส่งภาพจากกล้องด้านหน้า หรือด้านหลัง ไปให้คู่สนทนาได้ชมแบบสดๆ หรือเรียกว่าวีดีโอคอลล์ เพียงแต่ Facetime ไม่ต้องอาศัยเครือข่าย 3G แต่อาศัย Wi-Fi แทน วิธีการใช้งานก็ไม่ยุ่งยาก เพียงเชื่อมต่อกับเครือข่าย Wi-Fi ทิ้งไว้ จากนั้นทำการโทรออกไปหาผู้รับตามปกติ (ผู้รับสายจะต้องใช้ iPhone 4 มีเชื่อมต่อ Wi-Fi เช่นกัน) ระหว่างรอรับสายให้กดปุ่ม Speaker เพื่อสนทนาผ่านลำโพง และ เมื่อมีผู้รับสายให้กดปุ่ม Facetime เพื่อเปิดใช้งานกล้อง โดยผู้ใช้ สามารถสลับการใช้งานได้ทั้งกล้องด้านหน้าและด้านหลัง

     ประโยชน์ของ Facetime นอกจากการสนทนาแบบเห็นหน้า นั่นคือการสื่อสารที่มากกว่าคำพูด เพราะผู้ใช้สามารถรับรูปถึงอารมณ์ของคู่สนทนามากกว่าฟังแต่เสียง อีกทั้งการแสดงภาพเคลื่อนไหวภาพยังทำได้ราบลื่น (ขึ้นอยู่กับความเร็วของสัญญาณ Wi-Fi ในเวลาใช้งาน) ที่สำคัญผู้ใช้ไม่ต้องจ่ายค่าบริการเพิ่ม (นอกจากค่าบริการอินเตอร์เน็ต Wi-Fi)
ถ้าให้เทียบกับการสนทนารูปแบบวีดีโอคอลล์ผ่านเครือข่าย 3G ต้องยอมรับว่า Facetime เหนือกว่า ทั้งเรื่องสัญญาณ Wi-Fi ที่ครอบคลุมมากกว่า เครือข่าย 3G ค่าบริการที่ถูกกว่า และ ความเร็วในการแสดงผลระบบปฏิบัติการรุ่นล่าสุดคือ iOS 5.0(เริ่ม 12 ตุลาคม พ.ศ. 2554)


*********************

      ไอโฟน 4เอส (iPhone 4S)

      ไอโฟน 4เอส (อังกฤษ: iPhone 4S) คือสมาร์ตโฟนระบบจอสัมผัสที่พัฒนาโดย บริษัทแอปเปิล ซึ่งเป็นรุ่นที่ห้าของ ไอโฟน ต่อมาจากรุ่น ไอโฟน 4 โดยเปิดตัวเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2554 ในงาน Let's talk iPhone ณ สำนักงานใหญ่แอปเปิล เมืองคูเปอร์ทิโน่ เป็นรุ่นที่พัฒนาต่อยอดมาจาก iPhone 4 ซึ่งภายนอกมีลักษณะไม่แตกต่างกันมากนัก โดยรุ่นนี้มีการแก้ไขปัญหาสัญญาณตกที่เกิดกับ ไอโฟน 4 ในส่วนของระบบประมวลผลได้เปลี่ยนไปใช้ชิพ Apple A5 แบบเดียวกับ ไอแพด 2 และมีการเพิ่มความจุในรุ่น 64GB เข้ามา


********************



เฉาก๊วยมาจากไหน

“เฉาก๊วย” ขนมหวานสีดำ ที่มีลักษณะหยุ่น ๆ เหมือนวุ้น ต้องรับประทานพร้อมกับน้ำเชื่อมและน้ำแข็ง ใครรู้บ้างว่า จริง ๆ แล้ว ไม่ใช่วุ้น แต่มันทำมาจากพืชชนิดหนึ่ง ซึ่งพืชชนิดนั้นก็คือ “ต้นเฉาก๊วย” นั่นเอง
“ต้นเฉาก๊วย” เป็นพืชล้มลุก ประเภทคลุมดิน ลักษณะเป็นไม้พุ่มกึ่งเลื้อยขนาดเล็ก ลำต้นกลม เปราะและหักง่าย พืชชนิดนี้เป็นพืชในตระกูลเดียวกับพวกใบสะระแหน่ หรือ มิ้นต์ แต่ใบจะใหญ่และเรียวแหลมกว่า ใบเป็นรูปรีแกมรูปใบหอก ปลายใบแหลม โคนใบสอบ มีสีเขียวสด ดอกสีขาว ลักษณะคล้ายดอกกะเพรา ออกได้เรื่อย ๆ ตลอดทั้งปี คนไทยเรียกว่า “หญ้าเฉาก๊วย” แปลว่า ขนมที่ทำจากหญ้า (“เฉา” แปลว่า “หญ้า”, “ก๊วย” แปลว่า “ขนม”)
พืชชนิดนี้ขยายพันธุ์โดยวิธีปักชำกิ่ง แต่ก็สามารถขึ้นได้ในดินทั่วไป เป็นไม้ที่ชอบทั้งแดดและความชุ่มชื้น ปลูกได้ทั้งในดินกลางแจ้งและลงกระถาง ใบเมื่อนำไปตากแห้งแล้วเอาไปต้มจนเดือด แล้วกรองเอาแต่น้ำก็จะได้น้ำเฉาก๊วย หรือนำยางไปผสมแป้งให้มันอยู่ตัว ก็จะได้เฉาก๊วยที่เรารับประทานกัน สรรพคุณนอกจากจะช่วยแก้ร้อนในกระหายน้ำแล้ว ยังสามารถควบคุมโรคความดันสูงได้อีกด้วย.

เฉาก๊วย

เป็นอาหารหวานชนิดหนึ่ง ซึ่งแพร่หลายในประเทศจีน จนถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นที่รู้จักกันดีในฐานะที่เป็นทั้งในอาหารหวาน และเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ สำหรับในประเทศไทยนั้น ถือว่าเป็นอาหารหวานระดับพื้นบ้าน เนื่องจากมีการจำหน่ายทั่วไปในชุมชนเมืองทั่วประเทศ

กรรมวิธี
เฉาก๊วย เป็นผลผลิตต่อเนื่องจากการแปรรูปต้นเฉาก๊วย ซึ่งเป็นพืชในวงศ์ Lamiaceae (วงศ์มิ้นท์) วงศ์เดียวกับ สะระแหน่ กะเพรา โหระพา แมงลัก และ ยี่หร่า

วิธีทำเฉาก๊วยอย่างง่ายๆ คือ นำต้นเฉาก๊วยแห้งมาต้ม จนยางไม้และแพคตินละลายออกมาได้น้ำสีน้ำตาลดำ เรียกว่า ชาเฉาก๊วย จากนั้นก็กรองเอาแต่น้ำ แล้วนำไปผสมกับแป้งพืช เพื่อให้เฉาก๊วยคงตัวเป็นเจลลี่ ซึ่งส่วนประกอบนั้น แต่ละเจ้าจะมีสูตรของตนเอง วิธีที่เป็นต้นตำรับโบราณนั้น นิยมผสมกับแป้งท้าวยายม่อม และแป้งมันสำปะหลัง อัตราส่วนตามความเหมาะสม โดยแป้งมันจะทำให้เนื้อเฉาก๊วยนิ่ม (ใส่มากจะเหลว) ส่วนแป้งท้าวยายม่อมจะให้เนื้อเฉาก๊วยคงรูปได้นาน อาจปรับปรุงโดยใส่แป้งข้าวเจ้าเพื่อให้แข็งตัวขึ้น หรือเพิ่มแป้งข้าวเหนียวให้มีความหนุบหนับ หรือใส่ส่วนผสมอื่นๆ ก็ได้ ปัจจุบัน มีผู้ค้าบางรายใส่สีผสมอาหารให้สีดำเข้มบ้าง ใส่วุ้น-เจลาติน เพื่อประหยัดต้นทุนก็มี

การรับประทานเฉาก๊วยแต่เดิมชาวจีนจะกินกับน้ำตาลทรายแดง โดยเอามาคลุกกับน้ำตาลให้เข้ากัน คนไทยนำมาดัดแปลงโดยหั่นเป็นชิ้นๆ ใส่ในน้ำเชื่อมและน้ำแข็ง กินกับข้าวโพด ลูกชิด หรือลูกตาลเชื่อมก็ได้

สรรพคุณ
เช่นเดียวกับพืชอื่นๆในวงศ์มิ้นท์ เฉาก๊วยมีสรรพคุณแก้ร้อนในกระหายน้ำ แต่เนื่องจากมีระดับของน้ำมันหอมระเหย และสารออกฤทธิ์ ในระดับที่ต่ำกว่าตระกูลกระเพราเป็นอย่างมาก จึงส่งผลให้เฉาก๊วยไม่มีฤทธิ์ขับลม หรือบรรเทาปวด เหมือนดังที่มีในพืชตระกูลกระเพรา-โหระพา

Halloween Day

วันฮาโลวีนของทุกปี จะตรงกับวันที่ 31 ตุลาคม เชื่อว่ามีที่มาจากวันฉลองปีใหม่ของชาวเซลท์ (Celt) ในวันที่ 1 พฤศจิกายนที่เรียกว่า Samhain
ประวัติความเป็นมาของวันฮาโลวีน
Samhain  เป็นชื่อของเทพเจ้าแห่งความตาย ทั้งนี้ ในวันที่ 31 ตุลาคม ชาวเคลต์ (Celt) ซึ่งเป็นชนพื้นเมืองเผ่าหนึ่งในไอร์แลนด์ ถือกันว่าเป็นวันสิ้นสุดของฤดูร้อน และวันต่อมา คือ วันที่ 1 พฤศจิกายนเป็นวันขึ้นปีใหม่
ซึ่งในวันที่ 31 ตุลาคมนี่เองที่ชาวเคลต์เชื่อว่า เป็นวันที่มิติคนตาย และคนเป็นจะถูกเชื่อมโยงเข้าด้วยกัน และวิญญาณของผู้ที่เสียชีวิตในปีที่ผ่านมา จะเที่ยวหาร่างของคนเป็นเพื่อสิงสู่ เพื่อที่จะได้มีชีวิตขึ้นอีกครั้งหนึ่ง เดือดร้อนถึงคนเป็น ต้องหาทุกวิถีทางที่จะไม่ให้วิญญาณมาสิงสู่ร่างตน ชาวเคลต์จึงปิดไฟทุกดวงในบ้าน ให้อากาศหนาวเย็น และไม่เป็นที่พึงปรารถนาของบรรดาผีร้าย และยังพยายามแต่งกายให้แปลกประหลาด ปลอมตัวเป็นผีร้าย และส่งเสียงดัง เพื่อให้ผีตัวจริงตกใจหนีหายสาบสูญไป
นอกจากนี้คืนดังกล่าวยังเป็นคืนเฉลิมฉลองการสิ้นสุดฤดูเก็บเกี่ยว และอาจมีการนำสัตว์ หรือพืชผลมาบูชายัญให้กับเหล่าภูติผี และวิญญาณด้วย หลังจากคืนนั้นไฟทุกดวงจะถูกดับ และจุดขึ้นใหม่ด้วยไฟศักดิ์สิทธิ์ของชาวเซลท์
บางตำนานยังเล่าถึงขนาดว่า มีการเผา “คนที่คิดว่าถูกผีร้ายสิง” เป็นการเชือดไก่ให้ผีกลัวอีกต่างหาก แต่นั่นเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ก่อนคริสตกาล ที่ความคิดเรื่องผีสางยังฝังรากลึกในจิตใจมนุษย์ ต่อมาในศตวรรษแรกแห่งคริสตกาล ชาวโรมันรับประเพณีฮาโลวีนมาจากชาวเคลต์ แต่ได้ตัดการเผาร่างคนที่ถูกผีสิงออก เปลี่ยนเป็นการเผาหุ่นแทน
ในสมัยต่อชาวโรมันคาทอลิกต้องการกำจัดพิธีเฉลิมฉลอง ของกลุ่มชนนอกศาสนาคริสต์เหล่านี้ สันตะปาปา Gregory ที่ 4 จึงได้กำหนดวันที่ 1 พฤศจิกายนให้เป็นวันเฉลิมฉลอง All Saints Day หรือ All Hallows Day สำหรับชาวคริสต์เพื่อระลึกถึงนักบุญ และผู้ที่เสียชีวิตไปแล้ว แต่การเฉลิมฉลองในคืนวันที่ 31 ตุลาคมหรือ Hallow?s Eve ก็ยังคงอยู่มาจนถึงปัจจุบันแต่ชื่อเรียกได้เพี้ยนไปเป็น Halloween

วันเสาร์ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2556

ประโยชน์ของน้ำมันปลา (Fish Oil)


น้ำมันปลา เป็นน้ำมันที่สกัดจากส่วนของเนื้อ หนัง หัว และหางของปลาทะเลน้ำลึกโดยเฉพาะปลาในเขตหนาว ในน้ำมันปลามีกรดไขมันหลายชนิด แต่ที่สำคัญและมีการนำมาใช้ทางการแพทย์ คือ กรดไขมันกลุ่มโอเมก้า 3 และกรดไขมันกลุ่มโอเมก้า 6 ซึ่งเป็นกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน กรดไขมันกลุ่มโอเมก้า 3 ที่สำคัญ 2 ชนิด คือ กรดไอโคซาเพนตาอีโนอิก EPA (Eicosapentaenoic acid) และกรดโดโคซาเฮ็กซาอีโนอิก DHA (Docosahexaenoic acid) ซึ่งเป็นกรดไขมันที่จำเป็นต่อร่างกาย เพราะร่างกายไม่สามารถสร้างขึ้นเองได้ ต้องได้รับจากอาหารเท่านั้น สำหรับกรดไขมันกลุ่มโอเมก้า 6 เป็นกรดไขมันที่สำคัญอีกชนิดหนึ่งซึ่งมีผลในการลดไขมันในเลือด พบมากในน้ำมันพืชหลายชนิด เช่น น้ำมันดอกทานตะวัน น้ำมันข้าวโพด น้ำมันดอกคำฝอย น้ำมันถั่วเหลือง เป็นต้น


            ในปี ค.ศ. 1976 ได้มีผู้ตั้งข้อสังเกตว่าชาวเอสกิโม ซึ่งอาหารหลักในชีวิตประจำวันคือ ปลา มีอุบัติการณ์เกิดเส้นเลือดอุดตันต่ำมาก รวมทั้งพบว่ามีระดับไขมันในเลือดต่ำ การเกาะกันของเกล็ดเลือดน้อยกว่าชาวเดนมาร์กซึ่งอาหารหลักคือเนื้อสัตว์และ ผลิตภัณฑ์นม และสี่ปีต่อมาในปีค.ศ. 1980 ผลการวิจัยในประเทศญี่ปุ่นพบว่าชาวบ้านในหมู่บ้านประมงซึ่งรับประทานปลาเป็น อาหารหลักก็มีอุบัติการณ์ของการเกิดโรคหลอดเลือดและหัวใจต่ำกว่าทั่วไป การเกาะกันของเกล็ดเลือดและความหนืดของเลือดต่ำกว่าชาวญี่ปุ่นในหมู่บ้านที่ เลี้ยงสัตว์ อาหารประจำวันของผู้ที่อาศัยในหมู่บ้านประมงเป็นอาหารทะเลมากกว่าในหมู่บ้าน ที่เลี้ยงสัตว์กว่า 2 เท่า และยังพบว่าในอาหารทะเลมีกรดไขมันชนิด EPAในปริมาณสูง

            คณะผู้วิจัยได้สกัดกรดไอโคซาเพนตาอีโนอิกออกจากน้ำมันปลาซาร์ดีน บรรจุในแคปซูลให้อาสาสมัครรับประทาน วันละ 1.4 กรัม พบว่าความหนืดของเลือดของอาสาสมัครลดลงอย่างเห็นได้ชัดเจนหลังจากรับประทาน ติดต่อกัน 4 สัปดาห์ เกิดข้อสรุปว่าอาหารทะเลช่วยลดความหนืดของเลือดซึ่งเป็นกลไกหนึ่งในการ ป้องกันหรือรักษาภาวะเส้นเลือดอุดตัน นับตั้งแต่ปีค.ศ. 1983 เป็นต้นมา น้ำมันปลาก็เริ่มเป็นที่สนใจรู้จักกันทั่วไป แต่ในเวลานั้นผลการศึกษาวิจัยส่วนใหญ่ยังไม่สามารถสรุปประสิทธิภาพของน้ำมัน ปลาในการป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตันได้อย่างแน่นอน เพราะการศึกษาไม่ได้ทำในวงกว้างขวาง จนกระทั่งสิบกว่าปีผ่านไปพร้อมกับรายงานการศึกษาที่ตีพิมพ์ออกมาเรื่อยๆว่า น้ำมันปลามีประสิทธิภาพในการป้องกันหลอดเลือดอุดตัน โรคหลอดเลือดหัวใจ และยังมีรายงานว่าช่วยป้องกันโรคมะเร็งและข้ออักเสบได้อีกด้วย

            แหล่งน้ำมันปลาในธรรมชาติที่ดีที่สุด คือ ปลาทะเล หอยนางรมแปซิฟิก และปลาหมึก ปลาทะเล เช่น แซลมอน ทูน่า ซาบะ ซาร์ดีน เฮอร์ริ่ง แองโชวี่ ไวท์ฟิช บลูฟิช ชอคฟิช เทราท์ แมคเคอเรล เป็นต้น ปลาทะเลที่มีน้ำมันปลามาก คือ ปลาทู ปลาสำลี ปลารัง ปลากระพง เป็นต้น พบว่าปลาที่จับได้ในธรรมชาติจะมีปริมาณกรดไขมันในกลุ่มโอเมก้า 3 และโอเมก้า 6 ในสัดส่วนที่เหมาะสม ส่วนปลาที่เลี้ยงในบ่อจะมีปริมาณของกรดโอเมก้า 6 มากกว่าโอเมก้า 3 ปัจจุบันน้ำมันปลาเป็นผลิตภัณฑ์อาหารเสริมที่ได้รับความนิยมในการรับประทาน อย่างแพร่หลาย ส่วนน้ำมันตับปลาที่เรารู้จักกันดี สกัดจากตับของปลาทะเล เช่นปลาคอด แฮลิบัท เฮอร์ริ่ง มีสารสำคัญคือวิตามินเอ และดี

ประโยชน์ของน้ำมันปลา

            ลดระดับของไตรกลีเซอร์ไรด์ในเลือด และเพิ่มระดับของเอชดีแอลโคเลสเตอรอล ซึ่งเป็นไขมันที่ดี น้ำมันปลาสามารถลดระดับของไตรกลีเซอไรด์ลงได้อย่างรวดเร็ว และมีประสิทธิภาพสูงกว่าน้ำมันข้าวโพดและน้ำมันดอกคำฝอยมาก ผู้ชายที่มีระดับไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูง เมื่อให้กินปลาประมาณ 18 ออนซ์ต่อวันเป็นเวลา 3 เดือน พบว่าระดับไตรกลีเซอไรด์ลดลงและระดับเอชดีแอลโคเลสเตอรอลเพิ่มขึ้น

            ป้องกันการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด โดยลดการเกาะตัวกันของเกล็ดเลือด ทำให้เลือดไม่เกาะตัวเป็นลิ่ม เลือดจึงไหลเวียนได้ดีขึ้น ลดความหนืดของผนังหลอดเลือด ทำให้ผนังหลอดเลือดมีความยืดหยุ่น

            ลดความดันโลหิต จากรายงานผลการศึกษาวิจัยพบว่าอาหารที่ประกอบด้วยปลาหางแข็งหรือปลาทูซึ่งมีEPA ในปริมาณ 2.2 กรัมต่อวันสามารถลดความดันเลือดซิสโตลิกในคนไข้ที่มีโรคความดันผิดปกติทาง กรรมพันธุ์ที่มีระดับไตรกลีเซอไรด์และคอเลสเตอรอลในเลือดสูง และทำให้เกิดโรคหัวใจในขณะที่อายุยังน้อยอยู่ อาหารที่มีปลาหางแข็งหรือปลาทู ยังช่วยลดระดับโคเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์ในเลือดลงได้เป็นเวลา 3 เดือน หลังจากนั้นระดับกลับสูงขึ้นไปเหมือนเดิมอีก ในผู้ที่มีความดันเลือดสูงในระดับปานกลาง พบว่าอาหารที่มีปลาหางแข็งหรือปลาทูลดความดันซิสโตลิกลงได้เกือบร้อยละ 10 ระดับโซเดียมในเลือดลดลง และเรนินซึ่งเป็นฮอร์โมนตัวหนึ่งที่สร้างในไตซึ่งมีผลมากต่อความดันเลือด นั้น ก็ทำงานได้เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 64 การศึกษาวิจัยในผู้ป่วยที่มีความดันเลือดสูงเล็กน้อย โดยให้กินน้ำมันปลาแคปซูลเป็นเวลา 6 สัปดาห์ พบว่าความดันตัวบนหรือซิสโตลิกลดลงอย่างชัดเจน

บรรเทาอาการอักเสบ ปวด บวมของโรคปวดข้ออักเสบรูมาตอยด์

บำรุงระบบประสาทและสมอง ทำให้ความจำและความสามารถในการเรียนรู้เพิ่มมากขึ้น

ลดการอักเสบของโรคสะเก็ดเงินหรือโรคเรื้อนกวาง

ความสำคัญของน้ำมันปลา

            กรดโดโคซาเฮ็กซาอีโนอิกมีความจำเป็นต่อการพัฒนาของจอตาและสมองของทารก แต่ทารกไม่สามารถสังเคราะห์ DHA ได้ด้วยตนเอง ต้องอาศัยจากน้ำนมแม่ โดยทารกแรกเกิดควรได้รับ DHA ไม่ต่ำกว่าวันละ 40 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัวหนึ่งกิโลกรัม จากการศึกษายังพบว่าเด็กที่คลอดก่อนกำหนด เมื่อได้รับนมเสริม DHA จะสามารถมองเห็นได้ชัดเร็วกว่าเด็กที่ไม่ได้รับอีกด้วย มารดาและหญิงที่ให้นมบุตรจึงควรบริโภค DHA อย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้กรดโดโคซาเฮ็กซาอีโนอิกที่ได้รับ ส่งต่อไปยังลูกโดยผ่านทางรกและน้ำนม

            กรดโดโคซาเฮ็กซาอีโนอิกเป็นส่วนหนึ่งของเซลล์สมองและเซลล์ประสาทซึ่งมีผลต่อ สติปัญญา หากร่างกายขาด DHA จะทำให้เซลล์สมองและเซลล์ประสาทขาดประสิทธิภาพไปด้วย เด็กในวัยนี้จึงควรได้รับ DHA ในปริมาณที่เหมาะสม เพื่อพัฒนาการเรียนรู้และการเจริญเติบโตของสมอง

            คนในวัยทำงานมักประสบความเครียดอยู่เสมอ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะร่างกายขาด DHA ในปริมาณที่เหมาะสม กรดโดโคซาเฮ็กซาอีโนอิกจะผ่านเข้าไปเสริมสร้างการเจริญเติบโตของปลายประสาท ของเซลล์สมอง ซึ่งทำหน้าที่ถ่ายทอดสัญญาณและผ่านข้อมูลระหว่างเซลล์สมองด้วยกัน ทำให้สมองทำงานดีขึ้น หากรับประทานอาหารที่มีกรดโดโคซาเฮ็กซาอีโนอิกจำนวนมากอย่างสม่ำเสมอ จะทำให้สัดส่วนของ DHA ในสมองสูงขึ้น ซความเครียดจะลดลงและสมองทำงานได้ดียิ่งขึ้น

            ผู้สูงอายุจะเกิดภาวะสมองเสื่อมอัลไซเมอร์ได้ง่ายกว่าคนในวัยอื่นๆโดยไม่ ทราบแน่ชัดว่าเกิดจากสาเหตุอะไร แต่จากการทดลองโดยการให้กรดโดโคซาเฮ็กซาอีโนอิกแก่ผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์ใน ประเทศญี่ปุ่น พบว่าความสามารถในการคำนวณ ความสามารถในการตัดสินใจ และประสิทธิภาพระดับสูงของผู้ป่วยดีขึ้น โดยกลุ่มผู้ป่วยที่ได้รับDHA เป็นเวลา 6 เดือนจะมีอาการที่ดีขึ้นมากกว่ากลุ่มที่ไม่ได้รับ DHA อย่างเห็นได้ชัด

การรับประทานน้ำมันปลา

รับประทานเป็นอาหารเสริมเพื่อป้องกันโรคหัวใจ วันละ 1,000 มิลลิกรัม (1 แคปซูล) หลังอาหาร

รับประทานเพื่อรักษาโรค วันละ 3 กรัม (3 แคปซูล) หรือมากกว่านั้นตามคำแนะนำของแพทย์

            การรับประทานอาหารที่ถูกหลักโภชนาการเป็นรากฐานสำคัญของการป้องกันและรักษา ภาวะโคเลสเตอรอลสูงในเลือด จึงควรเข้าใจถึงแนวทางในการบริโภคอาหารที่ถูกต้องเพื่อควบคุมระดับคอเลสเตอร อลในเลือด และต้องมีความตั้งใจจริงที่จะปฏิบัติให้ได้ในชีวิตประจำวัน เพื่อสุขภาพที่แข็งแรง หลีกเลี่ยงโรคร้ายต่างๆ ซึ่งมีภาวะโคเลสเตอรอลสูงเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญ เช่น โรคหลอดเลือดแดงแข็ง โรคหัวใจขาดเลือด

            หลักการบริโภคอาหารที่สำคัญเพื่อป้องกันและลดระดับโคเลสเตอรอลสูงใน เลือด ประการแรกคือ รับประทานโคเลสเตอรอลไม่เกินวันละ 300 มิลลิกรัม โคเลสเตอรอลมีเฉพาะในอาหารที่มาจากสัตว์เท่านั้น และมีมากในอาหารบางชนิด เช่น ไข่แดง เครื่องในสัตว์ มันสัตว์ สัตว์น้ำบางชนิด จึงควรหลีกเลี่ยงรับประทานอาหารเหล่านี้ในปริมาณมาก รับประทานอาหารในแต่ละวัน ซึ่งให้พลังงานรวมแล้วเพียงพอต่อการรักษาน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ โดยผู้ใหญ่ควรมีดัชนีความหนาของร่างกายประมาณ 20-25 กิโลกรัม/ตารางเมตร โดยคำนวณจากน้ำหนักตัว หน่วยเป็นกิโลกรัม หารด้วยส่วนสูงหน่วยเป็นเมตร ยกกำลังสอง

            หลีกเลี่ยงรับประทานอาหารที่มีไขมันอิ่มตัวสูง เช่น กะทิ ไขมันจากสัตว์ หนังสัตว์ เนื้อสัตว์ที่มีมันติดมากๆ เช่น หมูสามชั้น เพราะกรดไขมันอิ่มตัวส่วนใหญ่ทำให้ระดับโคเลสเตอรอลในเลือดสูงขึ้น ควรรับประทานอาหารที่ให้กรดไขมันไลโนเลอิกโดยสม่ำเสมอ ซึ่งพบได้ประมาณร้อยละ 50 ในน้ำมันพืชบางชนิด เช่น น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันข้าวโพด ควรรับประทานอาหารที่มีกรดไขมันไลโนเลอิกประมาณร้อยละ 7-10 ของพลังงานที่ได้รับ เช่น วันหนึ่งต้องการพลังงาน 2000 กิโลแคลอรี่ ควรได้กรดไลโนเลอิกประมาณ 16-22 กรัม ซึ่งได้จากน้ำมันถั่วเหลืองประมาณ 2-3 ช้อนโต๊ะ จะช่วยลดระดับโคเลสเตอรอลในเลือดได้

♥ วิธีแก้ปวดท้องประจำเดือน ☻

ปวดประจำเดือน












 1.รักษาน้ำหนักตัวเองให้คงที่

          การรักษาน้ำหนักของตัวเองให้คงที่ก็มีผลต่ออาการปวดประจำเดือนของคุณเช่นกัน รู้ไหมว่า ฮอร์โมนเอสโตรเจนในร่างกายคุณผู้หญิงถูกสร้างมาจากเซลล์ที่ทำหน้าที่เก็บสะสมไขมัน เพราะฉะนั้น ถ้าร่างกายของคุณมีไขมันสะสมมากเกินไป ฮอร์โมนเอสโตรเจนก็จะถูกสร้างเพิ่มขึ้นไปด้วย ทำให้ฮอร์โมนเอสโตรเจนในร่างกายไม่สมดุล ส่งผลทำให้คุณมีอาการปวดที่มดลูกได้

 2.ดื่มน้ำมาก ๆ

          ถ้าคุณดื่มน้ำมาก ๆ จะทำให้ตับทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และตับนี่แหละที่เป็นพระเอกของคุณ เพราะมันจะช่วยรักษาความสมดุลของฮอร์โมนเอสโตรเจนให้ ทำให้คุณไม่ปวดท้องประจำเดือนนั่นเอง

 3.หลีกเลี่ยงกาเฟอีน

          กาเฟอีน เป็นสารแซนทีนอัลคาลอยด์ที่พบได้ในกาแฟ โคล่า ชา น้ำอัดลม รวมถึงในช็อกโกแลตด้วย ดังนั้น คุณผู้หญิงควรหลีกเลี่ยงอาหารพวกนี้ โดยเฉพาะช่วงก่อนและระหว่างที่ประจำเดือนมา เพราะกาเฟอีนมีฤทธิ์ขับปัสสาวะ ซึ่งมันจะทำให้อาการปวดในช่องท้องของคุณหนักหนาสาหัสมากขึ้นอีกนะ

ออกกำลังกาย 4.ออกกำลังกายซะ

          การออกกำลังกายเป็นยาวิเศษที่ช่วยรักษาได้ทุกอาการ แม้แต่การปวดประจำเดือน อ๊ะ...แต่ในที่นี้เราไม่ได้บอกให้คุณสาว ๆ ที่นอนปวดท้องอยู่ลุกขึ้นไปออกกำลังกายทันทีหรอกนะ เราหมายถึงให้คุณหมั่นออกกำลังกายเป็นประจำต่างหากล่ะก่อนที่ประจำเดือนจะมาในเดือนต่อไป เพราะมันจะช่วยลดระดับความเครียดในตัวคุณ แล้วเจ้าความเครียดนี่แหละ คือสิ่งที่ทำให้อาการปวดของคุณหนักขึ้น นอกจากนั้นแล้ว การออกกำลังกายยังจะทำให้ร่างกายหลั่งสารเอนดอร์ฟิน ซึ่งเป็นสารแห่งความสุข และช่วยลดความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นในร่างกาย ประโยชน์หลายต่อแบบนี้ ไม่ออกกำลังกายก็ไม่ได้แล้วล่ะ

 5.ใช้ความร้อนเข้าช่วย

          หากใครปวดหลังก็อาจแปะแผ่นความร้อนไว้คลายปวดบนแผ่นหลัง เช่นเดียวกับการปวดท้องประจำเดือน คุณสาว ๆ หลายคนก็เลือกใช้กระเป๋าน้ำร้อนมาวางไว้บนท้องน้อย นอนพักสักครู่ ก็จะรู้สึกได้ว่า อาการปวดนั้นเริ่มทุเลาลง เพราะความร้อนมันจะไปช่วยทำให้กล้ามเนื้อที่ตึง ๆ ผ่อนคลายลง และยังช่วยบรรเทาความเจ็บปวดให้ได้ด้วย หรือจะลองลุกไปอาบน้ำอุ่น ๆ ดูก็น่าจะช่วยได้ค่ะ

 6.ไฟเบอร์ก็สำคัญ

          ฮอร์โมนส่วนเกินของร่างกายนั้นสามารถขจัดได้ผ่านลำไส้ ซึ่งการรับประทานอาหารที่มีไฟเบอร์มาก ๆ นั้นดีต่อระบบขับถ่าย จึงช่วยให้ฮอร์โมนถูกกำจัดออกไปได้ง่ายขึ้น อย่าลืมนะว่า ฮอร์โมนส่วนเกินเหล่านี้นี่แหละที่ทำให้ฮอร์โมนในร่างกายไม่สมดุล จนเป็นสาเหตุของการปวดท้องประจำเดือน

อาหารเพื่อสุขภาพ
 7.ทานผักสิ

          ผักใบสีเขียวเข้ม อย่างเช่น ผักโขม ผักปวยเล้ง เต็มไปด้วยธาตุแมกนีเซียม ซึ่งผลการศึกษาพบว่า แมกนีเซียม คือ สารอาหารที่มีประโยชน์สำหรับผู้หญิงที่ปวดท้องประจำเดือน เพราะมันจะไปช่วยคลายกล้ามเนื้อมดลูก ทำให้อาการปวดของคุณลดน้อยลง ซึ่งนอกจากจะพบแมกนีเซียมในผักใบเขียวแล้ว ยังพบในเต้าหู้สด ถั่วอัลมอนด์ มะม่วงหิมพานต์ ถั่วลิสง ถั่วต้ม ข้าวกล้อง ข้าวสวย ข้าวโอ๊ต กล้วย นม และโยเกิร์ต
 8.นอนขดตัว

          ฟังดูอาจเป็นเรื่องตลก แต่การนอนขดตัวท่าเดียวกับเด็กทารกในครรภ์จะช่วยบรรเทาอาการปวดท้องให้คุณ ผู้หญิงได้ เคยสังเกตไหมล่ะ เวลาเด็กทารกปวดท้องมักจะชันขาขึ้นมาไว้ใกล้ ๆ ท้อง นี่เป็นการตอบสนองอัตโนมัติของร่างกายที่บอกให้รู้ว่า ท่านี้แหละช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อท้อง และบรรเทาอาการเจ็บปวดได้

 9.ทานสมุนไพร

          มีผลการศึกษาหลายแห่งระบุว่า สมุนไพรหลายชนิดช่วยบรรเทาอาการปวดประจำเดือนได้ อย่างเช่น อีฟนิ่งพรีมโรส, ดอกคาร์โมไมล์, เซนต์จอห์นเวิร์ต, ตังกุย, แบล็คโคโฮส ฯลฯ การทานสมุนไพรเหล่านี้จะช่วยทำให้คุณปวดท้องประจำเดือนน้อยลงได้ แต่ต้องศึกษาผลข้างเคียงของสมุนไพรแต่ละชนิดให้ดี ก่อนซื้อหามารับประทานค่ะ
มันฝรั่งทอด 10.บอกลามันฝรั่งทอด

          ไม่ใช่แค่มันฝรั่งทอดนะจ๊ะ แต่หมายถึงอาหารทุกชนิดที่มีรสเค็ม รวมทั้งอาหารมัน ๆ ทั้งหลาย จำพวกจังก์ฟู้ดทั้งหลายนั่นแหละตัวดีเลยค่ะ เพราะปกติแล้วร่างกายจะสร้างสารพรอสตาแกลนดินส์ขึ้นมาให้กล้ามเนื้อมดลูกบีบ ตัวขับเลือดประจำเดือนออกมา แต่ถ้าหากคุณทานอาหารรสเค็มจัด หรือมันจัด ร่างกายจะผลิตสารนี้ออกมามากเกินไป ทำให้กล้ามเนื้อมดลูกถูกบีบตัวแรงขึ้น ทีนี้ อาการปวดท้องของคุณก็จะยิ่งเลวร้ายกว่าเดิมอีก

 11.นวดท้อง

          อีกหนึ่งวิธีบรรเทาอาการปวดท้องก็คือการนวดท้องนี่เอง คุณจะนวดเอง หรือจะให้หวานใจช่วยนวดให้ก็ได้ โดยให้นวดเป็นวงกลมอย่างแผ่วเบา และกดที่บริเวณท้องเล็กน้อย จะช่วยให้กล้ามเนื้อตรงบริเวณท้องผ่อนคลายลง เป็นการคลายความเจ็บปวด และความตึงเครียดที่ทำให้คุณเจ็บปวด

 12.ใช้น้ำมันหอมระเหย

          กลิ่นหอม ๆ ของน้ำมันหอมระเหย จะช่วยทำให้คุณผ่อนคลาย และมีความสุขในชั่วระยะหนึ่ง ลองหยดน้ำมันหอมระเหยลงไปในอ่างอาบน้ำ หรือจุดเทียนหอมระเหยดูสิ มันจะช่วยให้คุณลืมความเจ็บปวดไปได้


วันศุกร์ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2556

Heaven Sent Brandy  น้องหมาจิ๋วที่ครองตำแหน่งยาวนานที่สุด

Dogilike.com :: รวมฮิตกินเนสบุ๊ค น้องหมาตัวเล็กที่สุดในโลก!!!
ย้อนไปเมื่อปี 2005 จนกระทั่งตอนนี้ ผู้ที่ครองตำแหน่งน้องหมาตัวเล็กที่สุดในโลกโดยวัดจากความยาว (The smallest living dog of length) โดยกินเนสบุ๊คก็คือ "เฮเวน เซ็นท์ แบรนดี้" น้องหมาพันธุ์ชิวาวา เพศเมีย จากเมืองลาร์โก้ รัฐฟลอริด้า สหรัฐอเมริกา มีความยาววัดจากปลายจมูกถึงปลายหางยาวเพียงแค่ 15.2 เซนติเมตร น้ำหนัก 170 กรัมเท่านั้น 

     ตอนแรกเกิดแบรนดี้มีตัวเล็กสุดในบรรดาพี่น้องทั้ง 5 ตัว กินอาหารลำบาก เพราะขนาดปากที่เล็กมากๆ พอลแลต เคลเลอร์เจ้าของเฮเวน เซ็นท์ แบรนดี้จึงต้องให้ไข่กวนแทนอาหารเม็ด และตัวที่เล็กมากๆ นี้เอง ร่างกายของเขาจึงค่อนข้างเปราะบาง ปอดเล็ก ก็เลยไม่เห่า อย่างไรก็ตามกว่าเฮเวน เซ็นท์ แบรนดี้จะได้ครองตำแหน่งนี้ก็ต้องต่อสู่ขับเขี้ยวกับน้องหมาพันธุ์แจ็กรัสเซลล์ เทอร์เรีย ผสมชิวาวา ชื่อว่า ทอม ทัมบ์ แต่สุดท้ายสวรรค์ก็ส่งแบรนดี้มาเพื่อรับตำแหน่งนี้โดยเฉพาะสมกับชื่อ Heaven Sent Brandy 

BooBoo   น้องหมาที่ยังไม่มีใครทำลายสถิติ

Dogilike.com :: รวมฮิตกินเนสบุ๊ค น้องหมาตัวเล็กที่สุดในโลก!!!

ถัดมาจากเฮเวน เซ็นท์ แบรนดี้ ได้ 2 ปีก็มีน้องหมาตัวเล็กที่สุดในโลกขึ้นมาอีกตัว แต่ตัวนี้ใช้เกณฑ์วัดจากส่วนสูง (The smallest living dog of height) ซึ่งน้องหมาผู้ครองตัวแหน่งนี้ตั้งแต่ปี 2007 ก็คือ... แต่น แตน แต้นนนน!... บูบู้น้องหมาชิวาวาขนยาวเพศเมีย อาศัยอยู่ใน เรสแลนด์ รัฐเคนตักกี้ สหรัฐอเมริกา มีเจ้าของชื่อ ลานา เอ็สวีค สูงเพียงแค่ 10.16 เซนติเมตร หนัก 170 กรัม ตอนบูบู้เกิดมาตัวของบูบู่เล็กแค่หัวแม่มือ เวลากินอาหารก็ต้องกินจากช้อนชา แทนที่จะเป็นชามใส่อาหารอย่างน้องหมาตัวอื่นๆ  


     บูบู้มีด้วยบุคลิกน่ารัก เต็มเปี่ยมไปด้วยเสน่ห์ กล้าหาญ ไม่เขินอาย แม้ตอนที่ต้องเผชิญหน้ากับกิปสัน สุนัขที่ตัวสูงที่สุดในโลก แต่ก่อนบูบู้จะได้รับตำแหน่งสุนัขที่ตัวเล็กที่สุดในโลกไปครอง ก็ต้องพบคู่แข่งถึง 2 ตัวนั่นก็คือ ทอม ทัมบ์ แจ็กรัสเซลล์ เทอร์เรีย ผสมชิวาวาเจ้าเก่า และ สกูเตอร์  มอลทีส อายุไม่ครบปี ทว่าสกูเตอร์อายุยังไม่ครบเกณฑ์การแข่งขัน บูบู้จึงคว้าชัยไปครองในตำแหน่งน้องหมาที่ตัวเล็กที่สุดในโลกปี 2007 ปล่อยให้ทอม ทัมบ์พ่ายไปอีกเป็นครั้งที่

Bebe   น้องหมานางแบบที่ตัวเล็กที่สุดในโลก

Dogilike.com :: รวมฮิตกินเนสบุ๊ค น้องหมาตัวเล็กที่สุดในโลก!!!

อย่างที่บอกไปนะคะว่า ทางกินเนสบุ๊คได้จำแนกประเภทน้องหมาที่ตัวเล็กที่สุดในโลกไว้หลายสาขา ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือสุนัขนางแบบที่ตัวเล็กที่สุดในโลกปี 2012 (the world’s smallest modeling dog ) แล้วเจ้าบีบี้ น้องหมาพันธุ์ชิวาวาขนยาว อายุ 4 ปีนี่เองค่ะที่ได้รับตำแหน่งนี้ไปครอง ด้วยส่วนสูง 17.14 เซนติเมตร น้ำหนัก 1 กิโลกรัม จากรัฐนิวเจอร์ซี่ย์ สหรัฐอเมริกา ซึ่ง บีบี้ตัวเล็กมากถึงขนาดสามารถลงไปอยู่ในแก้วกาแฟได้เลยล่ะค่ะ
 
     บีบี้ถือเป็นน้องหมาที่โชคดีมากๆ ที่เว็บไซด์ ObsessiveChihuahuaDisorder.com ของนิกกี้และเจสัน มาคซีโมวิช สองสามีภรรยาเจ้าของบีบี้ ซึ่งได้ออกแบบแฟชั่นเสื้อผ้าและการแต่งตัวแปลกตาหลากหลายให้บีบี้ใส่โพสต์ลงเว็บไซด์ ได้ไปเตะตาเจ้าหน้าที่กินเนสบุ๊ค  จนทำให้บีบี้ได้รับรางวัล the world’s smallest modeling dog มาครอง แถมบีบี้ยังได้ถูกรับเชิญไปเป็นนางแบบแฟชั่นตามเว็บไซด์ต่างๆ อีกด้วย ทั้งนิกกี้และเจสันก็เลยภูมิใจกับบีบี้มากๆ ยิ้มแก้มปริเลยทีเดียว >///< (สามารถอ่านเรื่องราวเจ้าบีบี้เพิ่มเติมได้ที่ Daily Dog กินเนสบุ๊คเผย Bebe สุนัขนางแบบตัวเล็กที่สุดในโลก!!

Lucy น้องหมาเล็กจิ๋ว หัวใจนักบุญ

Dogilike.com :: รวมฮิตกินเนสบุ๊ค น้องหมาตัวเล็กที่สุดในโลก!!!

ในปี 2011 ทางกินเนสบุ๊คได้บันทึกไว้ว่า ลูซี่ น้องหมาพันธุ์ยอร์คเชียร์ เทอร์เรีย อายุ 3 ปี จากนิวเจอร์ซี่ย์ สหรัฐอเมริกา เป็นสุนัขใช้งานที่ตัวเล็กที่สุดในโลก (The smallest woring Dog) ด้วยส่วนสูง 14.52 เซนติเมตร 15 เซนติเมตร น้ำหนัก 1.13 กิโลกรัม

     เดิมทีเดียวลูซี่เป็นน้องหมาไม่มีบ้าน อาศัยพักอยู่ที่สถานสงเคราะห์กว่า 2 ปี จนกระทั่งวันหนึ่งโชคชะตานำพาให้ แซลลี่ ลีโอนี่ มอนทูฟาร์ มาพบลูซี่แล้วตกหลุมรักในทันที แม้ลูซี่จะดูเป็นน้องหมาไม่แข็งแรงแต่แซลลี่ก็ดูแลลูซี่จนสุขภาพดี แล้วพาไปเข้าฝึกอบรมการเป็นสุนัขบำบัด ทุกวันลูซี่จะไปเยี่ยมเยียนผู้คนตามโรงพยาบาล โรงเรียน บ้านพักคนชรา ผ่านกลุ่มลีชเชส ออฟ เลิฟ (กลุ่มสานรัก) ในเชอร์รี่ ฮิลล์ วันละ 2 ชั่วโมง ซึ่งรายได้จากการทำงานได้มอบให้เป็นการกุศลโดยไม่หักค่าใช้จ่ายใดๆ ไม่น่าแปลกใจเลยใช่ไหมล่ะคะ ว่าทำไมลูซี่ถึงได้ตำแหน่งนี้มาครอง ก็ออกจะใจบุญทั้งน้องหมาทั้งคนเลี้ยงขนาดนี้ สุดยอดมากๆ เลย 
Cupcake   น้องหมาตัวเล็กที่สุดในโลกตัวล่าสุด

Dogilike.com :: รวมฮิตกินเนสบุ๊ค น้องหมาตัวเล็กที่สุดในโลก!!!

ยังไม่ทันก้าวเข้าสู่ปี 2013 ทางกินเนสบุ๊คก็ได้ประกาศน้องหมาตัวที่เล็กที่สุดในโลกมาอีกหนึ่งตัว ในประเภทสุนัขช่วยเหลือ (The smallest service dog) ซึ่งน้องหมาที่ได้รับรางวัลนี้ก็คือ คัพเค้ก น้องหมาพันธุ์ชิวาวา พันธุ์ขนยาววัย 6 ปี จากรัฐนิวเจอร์ซีย์ สหรัฐอเมริกา สูง 15.87 เซนติเมตร น้ำหนัก 170 กรัมค่ะ 
 
     เพื่อนๆ คงสงสัยใช่ไหมคะว่า ทำไมคัพเค้กถึงเป็นสุนัขช่วยเหลือ ทั้งๆที่ตัวกระเปี๊ยกแค่นี้ นั่นก็เพราะว่าคัพเค้กเป็นน้องหมาที่คอยให้บริการและบำบัดผู้ป่วยอยู่ในโรงพยาบาล แถมยังกินมังสวิรัติอีกต่างหากค่ะ แต่อีกเหตุผลที่โดนใจกรรมการกินเนสบุ๊คและประชานิยมจนต้องมอบตำแหน่งนี้ให้แก่คัพเค้กก็คือ เจ้าชิวาวาตัวเล็กตัวนี้เป็นพลังใจอันยิ่งใหญ่ให้แก่แองเจล่า เบน เจ้าของของเธอเอง คัพเค้กได้ช่วยเป็นแรงใจที่คอยสนับสนุนและอยู่เคียงข้างแองเจลล่า ผู้ต้องทุกข์ทนกับชีวิตที่เต็มไปด้วยการสูญเสีย ไม่ว่าจะถูกสามีทำร้ายร่างกาย ลูกชายถูกพี่เลี้ยงลักพาตัว สูญเสียน้องชาย พ่อ และแขนข้างซ้ายของตัวเอง คัพเค้กจึงเป็นเสมือนแสงสว่างและพลังใจให้แองเจล่าใช้ชีวิตต่อไป

Meysi น้องหมาจิ๋ว ผู้ท้าชิงอันดับหนึ่ง


Dogilike.com :: รวมฮิตกินเนสบุ๊ค น้องหมาตัวเล็กที่สุดในโลก!!!

เมื่อไม่นานมานี้มีสำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่าที่ประเทศโปแลนด์ มีลูกสุนัขยอร์คเชียร์ เทอร์เรียที่ตัวเล็กที่สุดในโลก ชื่อว่า เมซี่ อายุ 3 เดือน มีส่วนสูงเพียง 6 เซนติเมตรเท่านั้น น้อยกว่าบูบู้เกือบ 5 เซนติเมตร แล้วมีน้ำหนัก 100 กรัม ความยาว 12 เซนติเมตรซึ่งน้อยกว่าเฮเวน เซ็นท์ แบรนดี้ 3 เซนติเมตร เทียบโดยขนาดตัวแล้วเท่ากับหนูแฮมเตอร์เลยค่ะ ตอนแรกเกิดเมซี่มีน้ำหนักเพียง 45 กรัม เล็กกระจิ๋วหลิวนอนแน่นิ่งจนแอนนาผู้เป็น เจ้าของเมซี่คิดว่ามันเสียชีวิตแล้วก็เลยจะเอาไปทิ้งถังขยะ แต่โชคดีที่เมซี่เคลื่อนไหว จึงรู้ว่ายังมีชีวิตอยู่  แล้วด้วยขนาดตัวที่เล็กมากๆ ของเมซี่ การกินอาหารจึงยากลำบากตามไปด้วย ทุกวันนี้แอนนาจึงต้องป้อนอาหารให้เมซี่ด้วยมือค่ะ  แต่ก็เป็นน้องหมากล้าหาญร่าเริง ไม่ขี้อาย ใจกล้า
 
     อย่างไรก็ตามด้วยอายุของเมซี่ยังไม่ถึงเกณฑ์การตัดสินโดยกินเนสบุ๊ค เพราะต้องรอจนอายุครบ 1 ปี โตเต็มวัยก่อน แต่แพทย์ก็ได้บอกว่า เมซี่ย์คงโตไปไม่ได้มากกว่านี้ เนื่องจากตอนที่เกิดมาเขาก็มีตัวเล็กมาก แต่ถึงแม้เมซี่จะยังไม่ได้รับบันทึกลงกินเนสบุ๊ค เขาก็กลายเป็นที่น้องหมาตัวที่เล็กที่สุดในโลกที่ฮอตฮิตมากที่สุดตัวหนึ่งจากการถูกเผยแพร่ผ่านทางเว็บไซต์ยูทูบ เพราะเพียงไม่กี่วัน ยอดผู้คลิกเข้าชมมีมากถึง 1.3 ล้านครั้ง!!! สุดยอดดดด อย่างนี้มีลุ้นนะเจ้าเมซี่ ^^  (อ่านบทความเจ้าเมซี่เพิ่มเติมได้ที่ เว็บบอร์ดDogilike.com ตะลึง! ลูกสุนัขตัวเล็กที่สุดในโลกสูง 6 ซ.ม.)


มิลลี่ น้องหมาจิ๋ว ผู้ท้าชิงอันดับสอง

Dogilike.com :: รวมฮิตกินเนสบุ๊ค น้องหมาตัวเล็กที่สุดในโลก!!!

ผู้ท้าชิงสุนัขตัวที่เล็กที่สุดในโลกยังมีอีกตัวก็คือ มิลลี่ น้องหมาชิวาวา วัย 3 เดือนจากเมือง เวก้า อัลต้า ประเทศเปอโตริโก้ ด้วยส่วนสูง 6.55 เซนติเมตร น้ำหนัก 170 กรัม  ผู้เป็นเจ้าของตำแหน่งสุนัขที่เล็กที่สุดในโลกปีซึ่งจัดอันดับโดย the World Record Academy ทว่าสำหรับสถิติของกินเนสบุ๊คมิลลี่อายุเพียง 3 เดือนจึงต้องรอให้ครบเกณฑ์เสียก่อนถึงจะได้รับกรพิจารณา แต่ดูเหมือนว่าวาเนสซ่า เซมเลอร์เจ้าของเมซี่จะมั่นใจมากว่าน้องหมาตัวจิ๋วของเธอจะได้รับตำแหน่งสุนัขที่เล็กที่สุดในโลกตัวต่อไป เพราะตลอดเวลาหลายสัปดาห์ที่ผ่านมาทั้งน้ำหนักและส่วนสูงของมิลลี่เพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ... โอววว คู่แข่งของบูบู้น่ากลัวทั้งนั้นเลยนะคะ สามจิตสามใจไม่รู้จะเชียร์ใครเลย



วันศุกร์ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

10 วิธีปฏิบัติก่อนนอน เพื่อสุขภาพดี

โดยเฉลี่ยคนเราใช้เวลาหนึ่งในสามของชีวิตไปกับการนอนหลับ เพราะการนอนหลับคือการพักผ่อนที่ดีที่สุดของร่างกาย แต่เชื่อหรือไม่ในประเทศสหรัฐอเมริกานั้นพบว่าจะมีคนประมาณ 100 ล้านคน ที่ไม่สามารถนอนหลับให้เต็มอิ่มได้เป็นประจำทุกคืนขณะเดียวกันยังมีอีก 33 ล้านคนที่มีอาการนอนไม่หลับหรือหลับไม่ได้เต็มอิ่มเป็นครั้งคราว ดังนั้นการนอนหลับที่ดีจึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการดำรงชีวิต


          ทั้งนี้ จากการศึกษาวิจัยของสมาคม The American Sleep Apnea Association และ Sleep Disorders Clinic and Research Center แห่งมหาวิทยาลัย Stanford พบว่า การที่เราอดนอนมากๆ นั้น จะมีผลเท่าเทียมกับการดื่มเหล้าจนเมาทีเดียว ที่สำคัญคือ มันยังสามารถทำให้เกิดปัญหาเช่นเดียวกับการเมาเหล้าด้วย

          วิธีปฏิบัติ 10 ประการ เพื่อการนอนหลับให้ได้สุขภาพที่ดี มีดังนี้

          1. ทำกิจวัตรอย่างสม่ำเสมอ อย่านอนตื่นสายเมื่อมีโอกาส (เช่นวันสุดสัปดาห์) หากเราทำอย่างนั้นแล้ว เราอาจนอนไม่หลับในคืนวันอาทิตย์ เช้าวันจันทร์ จะรู้สึกอ่อนเพลียมากที่เดียว เราควรเข้านอนและตื่นนอนในเวลาเดิมทุกๆ วัน การใช้นาฬิกาปลุกนั้น ก็ไม่จำเป็น 

          2. อย่ารับประทานอาหารเข้าไปเยอะๆ ก่อนเข้านอน ควรที่จะรับประทานอาหารมื้อใหญ่ๆ ก่อนเข้านอนอย่างน้อย 2 ชม. หากดื่มน้ำเข้าไปมากเราอาจจะต้องตื่นมามเข้าห้องน้ำหลายครั้งในกลางดึกอย่ารับประทานอาหารรสจัดหรือมีไขมันสูง เพราะจะทำให้เกิดลมในกระเพาะ อย่ารับประทานอาหารว่างตอนดึก หากหิวจริงๆ แล้ว ก็ควรรับประทานอาหารที่ทำให้ร่างกายหลั่งสาร Serotonin (จำทำให้ง่วง) หรืออาหารจำพวกแป้ง (Carbohydrates) ได้แก่ ขนมปัง หรือธัญพืชต่างๆ เราอาจรับประทานอาหารที่มีสารกรดแอมิโน L-Tryptophan อันได้แก่ นมปลาทูน่า หรือไก่ ก็ได้ผลดี อย่าดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์เมื่อใกล้เวลาเข้านอน เนื่องจากว่า แอลกอฮอล์อาจทำให้ตื่นขึ้นมาบ่อยๆกรน และอาจทำให้มีการหยุดหายใจเป็นพักๆ (ที่เรียกว่า Sleep apnea)

          3. ควรหลีกเลี่ยงสารกาเฟอีนและนิโคติน เนื่องจากว่ามันเป็นสารที่มีฤทธิ์กระตุ้นประสาท และยังเป็นสารเสพติดอีกด้วย สารเหล่านี้อาจกระตุ้นประสาทจนนอนไม่หลับ

          4. การออกกำลังกาย เป็นวิธีที่ดีที่จะช่วยให้เราหลับสบาย เวลาออกกำลังกายที่ดี (เพื่อนอนหลับ) คือช่วงตอนบ่าย การออกกำลังกายนั้นจะช่วยให้หลับได้อย่างลึก อันจะนำมาสู่ความหายเหนื่อยและรู้สึกกระปรี๊กระเปร่า

          5. อากาศในห้องนอนที่เย็นสบายกำลังดีไม่ร้อนเกินไปไม่หนาวเกินไป จากการวิจัย เราพบว่าหากมือและเท้าของเราได้รับความอบอุ่นดีแล้ว การนอนหลับนั้นจะเกิดได้ดียิ่งขึ้น

          6. นอนเวลากลางคืนเท่านั้น อย่านอนกลางวันเป็นเวลานานๆ โดยเด็ดขาด หากจะนอนกลางวันจริงๆก็ให้นอนงีบ ครั้งละไม่เกิน 20 นาที

          สำหรับคนที่ทำงานกลางคืนแล้วต้องนอนตอนกลางวันนั้น ควรจะบังแสงสว่างให้ห้องนั้นมืดมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพราะแสงสว่างนั้นจะมีผลต่อนาฬิกาของร่างกายเรา ทำให้นอนไม่หลับ

          ส่วนคนที่ทำงานกลางวันและนอนกลางคืนแต่มีปัญหาว่าตื่นนอนยากนั้น ควรที่จะเปิดม่านไว้เพื่อให้แสงสว่างเข้าได้เมื่อพระอาทิตย์ขึ้น จะช่วยให้ตื่นได้ดีขึ้น

          7. อย่าให้มีเสียงรบกวน ความเงียบนั้นจะทำให้เราหลับได้ดีและสบายขึ้น ปิดวิทยุหรือโทรทัศน์เสีย อาจใช้จุกอุดหู หรือเครื่องอะไรก็ได้ที่ทำให้เกิดเสียงเบาๆ แบบสม่ำเสมอ เช่น พัดลม เพื่อกลบเสียงต่างๆ ที่เราไม่สามารถควบคุมได้ เช่น เสียงการจราจรเสียงเครื่องบิน หรือแม้กระทั่งคู่นอนที่นอนกรน การปิดกระจกและการใช้ม่าน ก็สามารถกำจัดเสียงได้มากที่เดียว

          8. จัดการกับที่นอน ที่นอนที่ดีของแต่ละคนนั้น มีความแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง สิ่งที่สำคัญคือที่นอนควรสบาย และรองรับโครงร่างของเราได้เป็นอย่างดี หากจะต้องนอนเตียงร่วมกับคนอื่น ควรที่จะแน่ใจว่า ที่นอนกว้างเพียงพอใช้ที่นอนเพื่อการนอนเท่านั้น

          ควรเข้านอนเมื่อเรารู้สึกว่าอ่อนเพลียแล้วปิดไฟ แล้วนอนลง หากไม่หลับภายใน 15 นาที ควรลุกขึ้นมาทำอะไรได้จนกว่าจะรู้ว่าอ่อนเพลียอีกครั้ง แล้วลงนอนใหม่ อย่ากังวลว่านอนไม่หลับความกังวลจะยิ่งทำให้หลับยากมากขึ้น

          9. อาบน้ำแล้วนอน การอาบน้ำอุ่นจะช่วยทำให้กล้ามเนื้อคลายตัว ช่วยให้หลับสบาย

          10.ไม่ควรใช้ยานอนหลับเป็นอันขาดยกเว้นว่าจะมีความจำเป็นจริงๆ เท่านั้น แล้วควรใช้ตามดุลพินิจของแพทย์เท่านั้น จะมีผลขัดกับยาอื่นๆ ที่เราต้องรับประทานอยู่หรือเปล่า ยานอนหลับอาจมีผลต่อโรคเดิมที่เราอยู่ก็ได้ ให้ใช้ขนาดยาน้อยที่สุดที่จะได้ผลและห้ามรับประทานร่วมกับแอลกอฮอล์โดยเด็ดขาดหากใช้นานอนหลับแล้วรู้สึกมึนหัวหรือง่วงหลังจากที่ตื่นนอนแล้ว ควรปรึกษาแพทย์เผื่อว่าอาจต้องปรับขนาดของยา หรือเปลี่ยนชนิดของยาก็เป็นได้