วันเสาร์ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2556

"จัดฟันแฟชั่น" อันตรายที่ใกล้ตัว

ช่วงนี้ใครอยู่หน้าคอมฯ ทุกวันต้องเห็นข่าวดราม่าเรื่อง "การจัดฟันแฟชั่น" กันบ้างแล้ว หลังจากที่มีแม่ค้า(จำนวนมาก)หาเงินเข้ากระเป๋าตัวเองด้วยการหยิบยื่นอันตรายให้กับผู้บริโภค ซึ่งก็ไม่ใช่ใครที่ไหน เป็นน้องๆ นักเรียนที่ขาดความยั้งคิดนี่เอง ด้วยความที่อยากสวยหล่อบ้าง แต่ก็ไม่อยากเสียตังค์แพงๆ จึงหลงสั่งซื้ออุปกรณ์จัดฟันทางอินเทอร์เน็ตไปทำเองที่บ้าน!! ซึ่งอันตรายมากๆ เพราะการจัดฟันมันไม่ใช่เรื่องง่ายที่นึกจะทำเองก็ทำได้ บทความวิทย์วันนี้ขอเป็นอีกหนึ่งสื่อที่เน้นย้ำถึงอันตรายและโทษที่อาจเกิดขึ้นกับคนที่คิดจะ "จัดฟันแฟชั่น" ค่ะ

 จริงๆ แล้วการจัดฟันเป็นการแก้ไขปัญหาเรื่องการสบฟันผิดปกติ ฟันซ้อนเก ฟันห่าง ฟันยื่น เป็นไปในแง่การรักษาโดยมีทันตแพทย์ดูแลอย่างใกล้ชิดทุกขั้นตอน เมื่อการจัดฟันเข้ามาช่วยแก้ปัญหาแล้ว จะช่วยให้มีสุขภาพช่องปากที่ดีขึ้นและช่วยเพิ่มความมั่นใจในการใช้ชีวิตด้วย

             แต่เนื่องจากปัจจุบันมีคนจัดฟันเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ บวกกับจัดฟันไปแล้วรูปหน้ามักเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น น้องๆ อาจจะรู้สึกว่าการมีลวดเหล็ก ยางสีๆ อยู่ในปากนี่เป็นแฟชั่นเก๋ดี เลยอยากจัดฟันบ้างทั้งๆ ที่ฟันไม่ผิดปกติอะไร เน้นเอาความสวยงามอย่างเดียว เลยหันไปพึ่งการจัดฟันแฟชั่นที่ราคาถูกแสนถูก(แต่คุณภาพ????) และยังหาซื้อได้ง่ายมาก เช่น ตลาดนัดใกล้บ้านหรือร้านค้าออนไลน์ ซึ่งน้องๆ รู้มั้ยคะว่าสื่อต่างชาติถึงกับอึ้งทีเดียว และพูดถึงกันว่าประเทศไทยเป็นประเทศแรกและประเทศเดียวที่เด็กเยาวชนจัดฟันกันเป็นแฟชั่น...




ที่ผ่านมามีตัวอย่างให้เห็นโทษของการจัดฟันแฟชั่นหลายเหตุการณ์ เช่น เมื่อปี 2552 มีนักเรียน ม.3 แอบไปจัดฟันแฟชั่น หลังจากนั้น 1-2 เดือน ก็เกิดอาการซึมเศร้า ไม่พูดจา และในที่สุดก็เสียชีวิตในขณะนอนหลับ!! และอีกกรณีหนึ่งในปีเดียวกัน เป็นนักเรียนชั้น ม.5 จัดฟันแฟชั่นตามเพื่อน ผลสุดท้ายปวดฟัน เหงือกบวม ทำให้ติดเชื้อในกระแสเลือดเนื่องจากเหล็กไม่สะอาด ผลสุดท้ายก็เสียชีวิตเช่นกัน

             จากสองเหตุการณ์นี้ทำให้ช่วงนั้นมีการรณรงค์ให้ความรู้เรื่องจัดฟันแฟชั่นกันมากพอสมควร แต่อาจจะไม่เข้มงวดมากพอ พ่อค้าแม่ค้าขายอุปกรณ์จัดฟันเถื่อนจึงยังไม่ลดลง คราวนี้น้องๆ ลองมาดูถึงโทษของการจัดฟันแฟชั่นกันบ้าง
                - ลวดดัดแฟชั่นที่ขายกันอยู่เป็นลักษณะลวดสแตนเลส ซึ่งเป็นลวดที่ร้อยดอกไม้ พบว่ามีสารปนเปื้อนหลายชนิด เช่น ตะกั่ว พลวง ซิลิเนียม โครเมียม สารหนู ฯลฯ หากเข้าไปสะสมในร่างกายปริมาณมากมีผลต่อไต ทำให้"ไตวาย" ถึงขั้น "ตายไว" ได้
                - การนำลวดที่ไม่ได้มาตรฐานไปวางบนฟันแล้วสอดปลายลวดเข้าซอกฟันเพื่อไม่ให้ลวดหลุดออกมา เป็นพฤติกรรมที่เสี่ยงมาก เพราะในปากเรามีน้ำลายซึ่งมีความเป็นกรด-ด่าง อาจทำปฏิกิริยากับสีเคลือบลูกปัด ทำให้สารเคลือบละลายออกมา แน่นอนว่าสารนั้นไม่ไปไหนค่ะ เข้าร่างกายเรานั่นเอง ส่วนลวดที่เป็นสีก็เช่นเดียวกัน เมื่ออยู่ในปากเรานานๆ สีจะจางลง สีเคลือบต่างๆ ก็เข้าสู่ร่างกายเรา
                - เมื่อลวดที่ไม่สะอาดทิ่มกระพุ้งแก้มหรืออวัยวะอื่นๆ ในช่องปาก ทำให้เกิดแผลติดเชื้อหรือแผลเรื้อรังได้
                - ยางจัดฟันที่เป็นรูปแบบต่างๆ เช่น ลายดอกไม้ ลายมิกกี้เม้าส์ ก็ไม่ได้มาตรฐานทั้งนั้น ซึ่งยางที่มีลวดลายแบบนี้ยิ่งเพิ่มโอกาสทำให้ฟันผุ



ยางจัดฟันแฟชั่น!! อันตรายนะขอบอก
              
                - ขั้นตอนการทำที่ไม่ได้มาตรฐาน ไม่ว่าจะทำที่ร้านหรือทำเองก็ไม่ได้มาตรฐาน เช่น ถาดพิมพ์ฟันไม่มีการฆ่าเชื้อก่อน อาจได้รับเชื้อจากคนที่มาจัดฟันก่อนหน้า ส่วนใครที่ทำเองที่บ้านก็ไม่ได้ห่วงใยเรื่องความสะอาดเลย ไม่มีการฆ่าเชื้อก่อนเช่นกัน              
                - การปรับแต่งลวดทำให้เกิดแรงกดที่ตัวฟัน ทำให้ฟันเคลื่อนจากเดิม (เดิมที่สวยอยู่แล้วทำให้แย่ลง) จนอาจมีอาการปวดฟัน ฟันตาย รากฟันละลาย จนถึงขั้นต้องถอนฟันทิ้ง

อีกหนึ่งปัญหาที่ "จัดฟันแฟชั่น"ทำพิษ ฟันเคลื่อนตรงตามแนวลวดจนผิดรูป
                - เมื่อติดเหล็กไปแล้ว ทำให้ทำความสะอาดช่องปากยากกว่าเดิม ยิ่งไม่รู้วิธีการรักษาที่ถูกต้อง เสี่ยงฟันผุ หินปูนขึ้น เหงือกอักเสบ มีกลิ่นปาก
                - หากติดเครื่องมือจัดฟันเอง มีโอกาสที่เครื่องมือจัดฟันแฟชั่นหลุดลงคอหรือหลอดลม เป็นอันตรายถึงชีวิตอีกเหมือนกัน
ขอขอบคุณข้อมูลและรูปภาพประกอบจาก
ww.dailynews.co.th, www.thaiortho.org, www.thaihealth.or.th,
www.bizrice.com, www.dehaanortho.com, www.napervilledentist.com




วันอังคารที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2556

"ลิง" เป็นสัตว์ที่อยู่ในไฟลัมสัตว์มีแกนสันหลัง(Chordata) และเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ในเมืองไทยเองก็มีลิงอยู่หลายสายพันธุ์ เช่น ลิงเสน ลิงกัง ลิงวอก ลิงแสม โดยเฉพาะลิงแสม(ลิงที่หางยาวๆ)มีอยู่เป็นจำนวนมาก เจอได้บ่อยเลยค่ะ ส่วนจำพวกอุรังอุตัง ลิงชิมแปนซีก็ไปหาดูได้ที่สวนสัตว์ หลายคนอาจคิดว่าสายพันธุ์ของลิงน่าจะมีเพียงเท่านี้ แต่คิดผิดแล้วค่ะ บนโลกใบนี้ยังมีลิงอีกหลายชนิดที่น้องๆ ยังไม่รู้จัก บ้างก็หน้าตาประหลาด บ้างก็ใกล้สูญพันธุ์เต็มที

             แต่ลิงที่พี่มิ้นท์จะพามารู้จักในวันนี้ รับรองว่าแค่น้องๆ รู้จัก 
"ตุ๊กตาเฟอร์บี้" ก็เท่ากับเคยเห็นลิงชนิดนี้แล้ว 50% เพราะมันเป็นต้นกำเนิดของเจ้าเฟอร์บี้สุดฮิตนั่นเอง (เชื่อว่าหลายคนคงเข้าใจผิดมานานคิดว่ามันคือนกฮูกใช่มั้ยล่ะ ฮ่าๆ) ส่วนอีก 50%  ไปทำความรู้จักกับเจ้าลิงชนิดนี้กันต่อเลยค่ะ

 ลิงปิ๊กมี่ทาร์เซีย ถูกพบที่เทือกเขารอคาทิมโบ ในประเทศอินโดนีเซีย เมื่อปี ค.ศ.2008 ซึ่งเป็นการค้นพบครั้งใหม่หลังจากที่ก่อนหน้านี้เชื่อกันไปว่ามันสูญพันธุ์ไปแล้ว ลิงปิ๊กมี่ทาร์เซียเป็นลิงที่มีขนาดเล็ก ความยาวลำตัวประมาณ 4-5 นิ้ว ขนสีน้ำตาลแดง สำหรับลักษณะเด่นของปิ๊กมี่ทาร์เซียที่เห็นได้ชัด คือ มันจะมีดวงตาขนาดใหญ่มาก โดยมีเส้นผ่านศูนย์กลางถึง 16 มิลลิเมตรเลยทีเดียว มองๆ ดูแล้วเหมือนลูกกะตาจะใหญ่กว่าหน้าอีกนะ

            ธรรมชาติของมันส่วนใหญ่จะอยู่บนต้นไม้ นอนตอนกลางวัน โดยจะนอนในท่าเกาะต้นไม้คล้ายๆ หมีโคล่า ส่วนเวลาดีที่ออกหากินคือ ตอนกลางคืน ซึ่งจะกินจำพวกแมลงหรือสัตว์เล็กๆ เป็นอาหาร เช่น นก งู เป็นต้นค่ะ

และระหว่างที่หาข้อมูลเรื่องลิงจิ๋วปิ๊กมี่ทาร์เซียอยู่ ก็ไปเจอลิงอีกสายพันธุ์นึง คือ ปิ๊กมี่มาร์โมเสท มีความน่าสนใจไม่แพ้กัน เพราะลิงชนิดนี้ได้ชื่อว่าเป็นลิงสุดจิ๋ว ตัวเล็กที่สุดในโลก ส่วนจะเล็กขนาดไหน ไปดูโพรไฟล์ของเจ้าตัวนี้กันเลยค่ะ
ลิงปิ๊กมี่มาร์โมเสท ลิงตัวเล็กที่สุดในโลก

            ลิงมาร์โมเสท สายพันธุ์ปิ๊กมี่ จัดได้ว่าเป็นลิงที่ตัวเล็กที่สุดในโลก น้ำหนักทั้งตัวตอนโตแค่ 4 ออนซ์ ความยาวตัว(ไม่รวมหาง) ประมาณ 5 นิ้วหรือประมาณ 13 เซนติเมตรเท่านั้นเอง เรียกว่าตัวเล็กมากๆ ซึ่งถ้าเทียบกับนิ้วมือของคนแล้ว เจ้าลิงตัวนี้ก็มีขนาดเท่านิ้วมือของเรา เลยได้รับการขนามนามไปว่าเป็นลิงนิ้วมือ รวมถึงมีชื่ออื่นๆ อีก เช่น ลิงกระเป๋า
เกาะนิ้วเราน่ารักเชียว^^
           ลักษณะของลิงมาร์โมเสทมีขนสีเทาหรือน้ำตาลอ่อน ส่วนที่ขาของมันจะมีเล็บแหลมไว้สำหรับเกาะกิ่งไม้ ช่วยให้มันเคลื่อนที่ได้เร็วด้วยล่ะค่ะ

           แหล่งที่อยู่ของมัน พบได้ในป่าฝนในแถบประเทศโคลัมเบีย เอกวาดอร์ เปรูและบราซิลค่ะ เห็นตัวแค่นี้มันสามารถกระโดดได้ถึง 5 เมตรและปีนป่ายได้เหมือนกระรอกเลยค่ะ วิถีชีวิตของมันเมื่ออยู่ในป่าก็จะกินน้ำและยางจากต้นไม้ รวมไปถึงพวกแมลงอย่างเช่นตั๊กแตนด้วย ลิงมาร์โมเสทจะสื่อสารกันด้วยวิธีการส่งสัญญาณเสียง เช่น ทำเสียงแหลมๆ คล้ายๆ หนูร้อง หรือเสียงผิวปาก ไว้เรียกหรือติดต่อกันในกลุ่มเวลามีเหตุอันตราย ซึ่งมนุษย์จะไม่ได้ยินเสียงนี้
ปกติแล้วในประเทศไทยคนเลี้ยงลิงก็มีนะคะ แต่มักจะเลี้ยงไว้ทำงาน เช่น เก็บมะพร้าวหรือเลี้ยงไว้เแสดงโชว์ แต่สำหรับมาร์โมเสทแล้ว จะให้เลี้ยงไว้ทำงานคงไม่ไหวแน่ๆ ดังนั้นจึงนิยมเอามาเลี้ยงไว้เป็นสัตว์เลี้ยง แต่พอดูราคาแล้วพี่มิ้นท์โบกมือบ๊ายบายคนแรกเลย เพราะตัวนึงตกประมาณ 100,000 บาทขึ้นไปหรือแล้วแต่สายพันธุ์ (ธรรมดาไก่กาซะที่ไหนล่ะ) ที่ราคาแพงขนาดนี้เพราะว่าใน 1 ครอกที่มันออกลูก มีได้แค่ 1-3 ตัวเท่านั้น แต่ถ้าจะให้ลูกออกมาแข็งแรงจริงๆ ต้องไม่เกินครอกละ 2 ตัว