วันจันทร์ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2556

เด็กมัธยมควรดู...5 วิธีเอาเกรด 4 มาครอบครอง

 ส่วนตอนนี้เปิดเทอมแล้วน้องๆ ก็คงรับรู้เกรดเทอม 1 กันเป็นที่เรียบร้อย แต่เอาล่ะ ไม่ว่าผลสอบจะเป็นยังไง ก็อย่าไปซีเรียสนะคะ มันผ่านไปแล้วก็ให้มันผ่านไป เทอมสองยังมี เริ่มต้นใหม่ตอนนี้ก็ยังไม่สาย แต่ถ้าใครได้เลขสวยวิ๊งๆ พี่มิ้นท์ก็ยินดีด้วยจ้า ซึ่งช่วงต้นเทอมแบบนี้แหละฤกษ์ดี จะชวนน้องๆ มาวางแผนพิชิตเกรด 4 กัน เคล็ดลับเหล่านี้ไม่เชื่ออย่าลบหลู่นะคะ^^
  
     
วิธีที่ 1 วิชาไหนได้เกรดง่ายต้องเก็บให้เรียบ
             วิชาที่ว่า ขอยกตัวอย่างเช่น วิชาพละ นาฏศิลป์ คอมพิวเตอร์ ภาษาไทย วิชาเหล่านี้หลายคนให้ความเห็นว่าเป็นวิชาที่ได้เกรดมาไม่ยาก โดยเฉพาะวิชาพละ ขอแค่เข้าให้ครบและเล่นกีฬาให้อาจารย์เห็น แค่นี้ก็ได้เกือบ 100 คะแนนเต็มกันทุกคนแล้ว ส่วนพวกวิชาศิลปะ นาฏศิลป์ อาจจะต้องเพิ่มทักษะส่วนตัวขึ้นมาหน่อย แต่ก็ได้เกรดมาไม่ยากอยู่ดีค่ะ ยกเว้นว่าอาจารย์คนนั้นจะโหดม๊ากกก เช่น ต้องตั้งวงให้ได้องศาเป๊ะ นิ้วต้องดัดลงมาให้แตะข้อมือให้ได้ หรือต้องวาดรูปให้ได้เหมือนแวนโก๊ะ!!
              มันเป็นโอกาสที่ดีทีเดียว ที่เราจะใช้ช่องทางเก็บเกรดวิชาง่ายๆ เพื่อเพิ่มเกรดของเรา ลองคิดดูว่าถ้าเกรดวิชาอื่นตกต่ำหมด แต่ได้เกรด 4 วิชาพวกนี้ทุกวิชา... เป็นพระเอกขี่ม้าขาวดีๆ นี่เอง

     
 วิธีที่ 2 ส่งงานให้ครบวิชาที่ได้เกรดยาก
               เมื่อคะแนนสอบพึ่งไม่ได้ ก็ลองหันมาพึ่งคะแนนเก็บดูบ้าง มีจำนวนไม่น้อยนะคะที่คิดว่า วิชานี้ได้เกรดยากงั้นปล่อยมันไปเถอะ วิชาเดียวช่างมัน!! น้องคะ..ถ้าคิดแบบนี้ตลอดไปแล้วเมื่อไหร่เกรดเราจะดีขึ้นล่ะคะ แล้วถ้าเทอมนั้นดันมีวิชาเกรดโหด 5 วิชา เกรดออกมาคงแพ้เด็กอนุบาลแน่ๆ ค่ะ เพราะฉะนั้นตรงไหนที่เราได้คะแนนไม่ดี ก็ต้องหาหนทางอื่นเข้ามาช่วย

                
โดยปกติในระดับมัธยม สัดส่วนคะแนนเก็บต่อคะแนนสอบปลายภาคจะเป็น 70-30 หรือ 80-20 เห็นตัวเลขนี้ น้องๆ ก็คงมองเห็นแล้วว่าคะแนนเก็บทั้งเทอมมันเยอะกว่าคะแนนปลายภาค 2-3 เท่า ถ้าเราทำคะแนนเก็บดี เกรด 2-3 ก็รอเราอยู่แค่เอื้อม ทำปลายภาคอีกนิดหน่อยเกรด 4 ก็ได้ไม่ยาก คะแนนเก็บส่วนใหญ่จะมาจากรายงาน การบ้าน ส่วนตัวพี่มิ้นท์มองว่าคะแนนการบ้าน อาจารย์จะแค่เช็คว่าเราทำครบ ส่งครบมั้ย เรื่องถูกผิดจะให้ความสำคัญรองลงมา อย่างวิชาเคมี ฟิสิกส์ ถ้ามีการทดลองในห้องแล้วให้ส่งบันทึกผลการทดลอง ก็ควรจะส่งให้ครบตามกำหนดเวลา อย่าลืมนะ ส่งให้ครบและทัน ชีวิตจะดีขึ้นเอง

วิธีที่ 3 ใส่ใจเรื่องหน่วยกิต
                  หน่วยกิต คือ ตัวเลขที่แสดงค่าน้ำหนักของวิชานั้นๆ เช่น วิชาภาษาไทยมี 2 หน่วยกิต คณิตมี 2 หน่วยกิต ซึ่งจะเรียนจบได้ก็ต้องได้หน่วยกิตให้ครบ หากใครเคยลองสังเกตดูก็จะรู้ว่าคาบเรียนกับจำนวนหน่วยกิตจะคล้องกันอยู่ คือ ถ้าหน่วยกิตยิ่งเยอะก็จะมีจำนวนชั่วโมงเยอะ เช่น มี 2 หน่วย ก็จะเรียน 4 คาบ/สัปดาห์ แต่ถ้า 1 หน่วย ก็จะเรียน 2 คาบ/สัปดาห์ และหน่วยกิตก็เป็นตัวแปรสำคัญต่อการคิดเกรดของน้องๆ ด้วยค่ะ
                 พูดง่ายๆ คือ ยิ่งหน่วยกิตเยอะ ก็ยิ่งมีผลต่อเกรดรวมของน้องๆ เช่น หน่วยกิตหนักๆ อย่าง 2 หรือ 2.5 ถ้าได้เกรดดี เกรดรวมของน้องๆ ก็จะอลังการไปเลย แต่ถ้าได้ต่ำก็ฉุดให้เกรดรวมต่ำลงไปด้วย เมื่อรู้แบบนี้แล้ว หลังจากนี้ขอให้น้องๆ หันมาใส่ใจหน่วยกิตให้มากๆ วิชาไหนที่ค่าน้ำหนักหน่วยกิตสูง ก็ขอให้ตั้งใจเรียนและพยายามให้ได้เกรด 4 มาครองไว้ดีที่สุด
                  ก่อนจบเรื่องนี้ พี่มิ้นท์ จะมาสอนวิธีคิดเกรดกัน ง่ายๆ คือ
 เอาหน่วยกิตที่ได้คูณกับค่าน้ำหนักหน่วยกิตในแต่ละวิชา แล้วหารด้วยหน่วยกิตทั้งหมด สมมติว่า(สมมตินะคะสมมติ)
                           ภาษาไทย ( 2 หน่วยกิต) ได้เกรด 4 = 2 x 4 =8
                           คณิตหลัก ( 2 หน่วยกิต) ได้เกรด 2 = 2 x 2 = 4
                           คณิตเสริม ( 1 หน่วยกิต) ได้เกรด 2 = 1 x 2 = 2
                           สุขศึกษา ( 1 หน่วยกิต) ได้เกรด 4 = 1 x 4 = 4
                           ภาษาอังกฤษ ( 2 หน่วยกิต) ได้เกรด 3 = 2 x 3 = 6
                           วิทยาศาสตร์ ( 1.5 หน่วยกิต) ได้เกรด 4 = 1.5 x 4 = 6
                  
รวม เรียนทั้งหมด 9.5 หน่วยกิต  ผลคะแนนที่คูณหน่วยกิตได้ทั้งหมด 30 ดังนั้นเกรดของน้องๆ เทอมนี้ จะได้เท่ากับ 30/9.5 = 3.15

                   จากตัวอย่างจะเห็นว่า วิชาที่หน่วยกิตหนักสุดคือ ไทย คณิตหลักและ วิทยาศาสตร์ คราวนี้พี่มิ้นท์จะลองแทนค่าดูว่าได้ 3 วิชานี้ได้ 4 หมด อะไรจะเกิดขึ้นกับเกรดของน้องๆ บ้าง
                            ภาษาไทย ( 2 หน่วยกิต) ได้เกรด 4 = 2 x 4 =8
                            คณิตหลัก ( 2 หน่วยกิต) ได้เกรด 4 = 2 x 4 = 8
                            คณิตเสริม ( 1 หน่วยกิต) ได้เกรด 2 = 1 x 2 = 2
                            สุขศึกษา ( 1 หน่วยกิต) ได้เกรด 4 = 1 x 4 = 4
                            ภาษาอังกฤษ ( 2 หน่วยกิต) ได้เกรด 4 = 2 x 4 = 8
                            วิทยาศาสตร์ ( 1.5 หน่วยกิต) ได้เกรด 4 = 1.5 x 4 = 6
                    
รวม เรียนทั้งหมด 9.5 หน่วยกิต  ผลคะแนนที่คูณหน่วยกิตได้ทั้งหมด 36 ดังนั้นเกรดของน้องๆ เทอมนี้ จะได้เท่ากับ 36/9.5 = 3.78 เลยทีเดียวค่ะ  เห็นความสำคัญเรื่องหน่วยกิตเพิ่มขึ้นบ้างรึยังคะ :D

         วิธีที่ 4 งานกลุ่มดี ดีทั้งกลุ่ม ถ้าล่ม ก็ล่มทั้งกลุ่ม
               หลายๆ วิชาจะมีงานกลุ่ม ซึ่งประโยชน์ของงานกลุ่มที่เห็นได้ชัดๆ เลย คือ คะแนนจะสูงกว่างานที่ทำคนเดียว แต่โทษของมันคือ อาจจะเจอปัญหาเรื่อง "คน" มากกว่า "งาน" เช่น ไม่ค่อยช่วยงานบ้าง หรือทำงานไม่เต็มที่บ้าง ดังนั้นต่อไปนี้ ถ้ามีงานกลุ่ม ขอให้น้องๆ เห็นความสำคัญของงานกลุ่มมากขึ้น อย่าคิดแค่ว่าถ้าเราไม่ทำ คนอื่นก็ทำ หรือ คะแนนงานไม่ดี แต่เพื่อนพรีเซ้นเก่ง เดี๋ยวก็ได้คะแนนดีเอง
               อย่าให้ความคิดพวกนี้มาทำให้น้องๆ ประมาททีเดียวเชียว งานกลุ่มมันก็เหมือนสัญญาชีวิตอะไรบางอย่าง คะแนนดีก็ดีทั้งกลุ่ม แต่ถ้าคะแนนห่วยก็ห่วยทั้งกลุ่ม ลองให้ความสำคัญกับมันเยอะๆ ตั้งใจทำให้เต็มที่ เพราะมาตรฐานของงานกลุ่ม อาจารย์ตั้งเป้าให้สูงกว่างานเดี่ยวอยู่แล้ว หากงานสำเร็จก็ยังได้ความภูมิใจเป็นรางวัลด้วยนะ


 วิธีที่ 5 ทำตัวดีๆ จิตพิสัยล้นปรี่
             ทำตัวดีๆ ในที่นี้ก็ควรทำทั้งต่อหน้าและลับหลัง หลักสูตรเมืองไทยค่อนข้างให้ความสำคัญกับพฤติกรรมของเด็ก ถึงได้มีคะแนนจิตพิสัยเข้ามาช่วย ถึงแม้จะมีแค่ 10 คะแนน แต่ก็เปลี่ยนเกรดได้ถึง 2 เกรดเชียวนะคะ ลำพังถ้า 10 คะแนนนี้เป็นคะแนนสอบ ต้องอ่านหนังสือกี่วันถึงจะได้ 10 คะแนนเต็ม แต่ในอีกมุมนึง แต่เราทำตัวดี ตอบคำถามในห้องเรียน ส่งการบ้านครบ แต่งตัวเรียบร้อย น้องๆ แทบจะไม่ต้องลงทุนอะไร ก็ได้ 10 คะแนนมาง่ายมากๆ
               
5 ข้อที่ผ่านมา พี่มิ้นท์ว่าวิธีนี้ทำได้ง่ายที่สุด เพราะฉะนั้นอย่าปล่อยให้ลอยนวลค่ะ

การใช้ Thank, Thanks และ Thank You อย่างถูกหลัก (ภาษาอังกฤษ)

Thank, Thanks, or Thank You
S. = subject | V. = verb | D.O. = direct object
1. Thank - ขอบคุณ (verb)
ตัวอย่าง: S. + Thank(s) + D.O./name 
            I thank her. [ฉันขอบคุณเธอ]
            I thank Mary. [ฉันขอบคุณแมรี่]
            She thanks me. [เธอขอบคุณฉัน]
            She thanked me. [เธอขอบคุณฉันไปแล้ว]
*Direct obj. ใช้เพื่อบอกว่าคนที่ขอบคุณคือใคร เช่น. me, you, him, her, it, us, them 

ใน simple present tense:
        I, you, we, they "thank"
        He, she, it "thanks"
ใน simple past tense:
        I, you, we, they, he, she, it "thanked"

เมื่อต้องการขยายความ ว่าขอบคุณสำหรับเรื่องอะไร ให้ใช้ "for"
ตัวอย่าง: S. + Thank(s) + D.O./name + for + noun
            I thank her for the help. 
            [ฉันขอบคุณเธอสำหรับความช่วยเหลือ]
ตัวอย่าง: S. + Thank(s) + D.O./name + for + -ing form
            I thank her for helping.
            [ฉันขอบคุณเธอที่ช่วยเหลือ] 

ช่วยเหลือใคร? ช่วยเหลือฉัน หรือคนอื่น? ถ้าต้องการขยายประโยคต่อให้เติม D.O. หรือ ชื่อของคนที่ได้รับการช่วยเหลือ
S. + Thank(s) + D.O./name + for + -ing form + D.O
            I thank her for helping me.
            [ฉันขอบคุณเธอที่ช่วยเหลือฉัน] 
            I thank her for helping Mary.
            [ฉันขอบคุณเธอที่ช่วยเหลือแมรี่] 

การใช้ Thank แบบที่ผิด
ตัวอย่าง: add (แอด/เพิ่มเพื่อน)
            Thank for add.                  <for + V. | ผิด>
            Thanks for the add.          <for + noun | ถูกต้อง>
            Thank you for adding me. <for + -ing | ถูกต้อง>
*เมื่อไม่มี subject ต้องใช้คำว่า thanks หรือ thank you เท่านั้น
*add เป็นคำนาม ฉะนั้นต้องเติม "the" นำหน้า เพราะเป็นกรณีที่เจาะจง
*add สามารถเป็นได้ทั้ง noun และ verb
*มีแค่ noun หรือ -ing form เท่านั้นที่สามารถตามหลัง "for" ได้

ตัวอย่าง: accept (รับแอด/รับเป็นเพื่อน)
            Thanks for accept me          <for + V. | ผิด>
            Thanks for the acceptance. <for+noun | ถูกต้อง>
            Thank you for accepting me. <for+-ing | ถูกต้อง>
*acceptance เป็นคำนามของคำกริยา accept
*D.O. เช่น. "me" สามารถต่อท้าย -ing form ได้้เท่านั้น
*ประโยคที่ 2 ไม่ค่อยมีใครใช้สักเท่าไหร่
*thanks (ไม่เป็นทางการ) | thank you (เป็นทางการ)

*thx เป็นศัพท์แสลง ที่ย่อมาจาก thanks 

ชุดนักเรียนไทยอยู่ตรงไหน?



จากภาพ หากเราแบ่งประเภทการบังคับใช้เครื่องแบบออกเป็น[1]:
สีเขียว = เครื่องแบบนักเรียนไม่เป็นที่นิยมหรือบังคับใช้ในโรงเรียนรัฐ
สีเหลือง = มีการบังคับใช้เครื่องแบบในโรงเรียนรัฐหรือโรงเรียนทั่วไปในระดับการศึกษาพื้นฐาน (เช่น ประถม – มัธยมศึกษา)
สีแดง = มีการบังคับใช้เครื่องแบบจนถึงระดับมหาวิทยาลัย
เราพบว่า ประเทศไทยเป็นเพียงหนึ่งในสี่ประเทศในโลกที่มีการบังคับใช้เครื่องแบบนักศึกษา (ไทย ลาว กัมพูชา เวียดนาม) นอกจากนี้หลายประเทศที่มีการบังคับใช้เครื่องแบบนักเรียนเป็นเพราะผลพลอยได้ของการเคยเป็นประเทศอาณานิคม (เช่น อินเดีย ฮ่องกง ประเทศแถบอาฟริกา ประเทศแถบแคริบเบียน)
ทั้งนี้ เหตุผลในการบังคับใช้เครื่องแบบนักเรียนอาจมีหลายประการ เช่น เป็นตัวบ่งชี้ว่าเป็นนักเรียนระดับชั้นใด มาจากโรงเรียนใด สร้างความเป็นเอกภาพในนักเรียนโรงเรียนเดียวกันโดยการลดหลั่นความเหลื่อมล้ำทางสังคมซึ่งอาจจะเกิดจากการเครื่องแต่งกาย ลดความฟุ่มเฟือยและสิ่งเร้าในทางแฟชั่นซึ่งอาจจะส่งผลกระทบต่อสมาธิในการเรียน สั่งสมวินัยซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นต่อการเติบโตเป็นผู้ใหญ่ในสังคมในอนาคต และนอกจากนี้การบังคับใช้เครื่องแบบอาจจะเป็นส่วนหนึ่งของการถ่ายทอดทางวัฒนธรรมที่ทำสืบเนื่องกันมา
ในบางประเทศนั้น เครื่องแบบอาจเป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งในการศึกษาเบื้องต้น เช่น ในประเทศญี่ปุ่นซึ่งสังคมผู้ใหญ่นั้นเต็มไปด้วยความเคร่งเครียดทั้งทางวินัยและกฏระเบียบของสังคม การสั่งสมเยาวชนให้พร้อมต่อการเป็นส่วนหนึ่งของวินัยในสังคมนั้นอาจจะเป็นเรื่องที่จำเป็น ในบางประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำทางสังคมมาก เช่น อินเดีย เครื่องแบบอาจจะเป็นสิ่งที่จำเป็นต่อการลดความแตกต่างระหว่างชนชั้นในโรงเรียน ในขณะที่บางประเทศการบ่งบอกถึงสถานภาพการเป็นนักเรียนอาจจะเป็นสิ่งจำเป็นต่อความปลอดภัยในตัวนักเรียนเอง
ในทางกลับกัน กลับมีอีกหลายประเทศที่ไม่มีการบังคับใช้เครื่องแบบนักเรียน ประเทศฝรั่งเศสไม่มีการใช้เครื่องแบบในโรงเรียนเนื่องจากความเชื่อในอิสรเสรีภาพของปวงชนเหนือสิ่งอื่นใด ประเทศอิตาลีและเยอรมนียังคงมองเรื่องของเครื่องแบบเป็นเรื่องที่สะท้อนถึงประวัติศาสตร์ทางการทหารที่โหดร้ายของประเทศ และนอกจากนี้ยังมีอีกหลายประเทศที่เคยมีการบังคับใช้เครื่องแบบ แต่ยกเลิกการใช้เครื่องแบบไปในภายหลัง
อาจกล่าวได้ว่า ปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งของการเลือกใช้เครื่องแบบนักเรียนหรือไม่เป็นเรื่องของการเรียงลำดับความสำคัญระหว่างความเป็นปัจเจกบุคคลกับความเป็นเอกภาพในโรงเรียน อย่างไรก็ตาม เป็นที่เห็นได้ชัดว่าประเทศส่วนมากในโลกไม่มีการบังคับใช้เครื่องแบบในระดับอุดมศึกษา แม้กระทั่งในประเทศญี่ปุ่นเองที่การใช้เครื่องแบบแทบจะเป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งในทุกระดับของสังคม อาจเป็นเพราะสังคมเหล่านี้ให้ความสำคัญต่อความเป็นเอกเทศและอิสระเสรีภาพมากกว่าวินัยและความเป็นเอกภาพในระดับอุดมศึกษาก็เป็นได้
เครื่องแบบนักเรียนไม่เป็นที่นิยมหรือบังคับใช้ในโรงเรียนรัฐมีการบังคับใช้เครื่องแบบในระดับประถม-มัธยมมีการบังคับใช้เครื่องแบบจนถึงระดับมหาวิทยาลัย
Canada
Denmark
France
Germany
Italy
Russia
Spain
United States
Argentina
Australia
Brazil
Burma
Burundi
Chile
China
Cuba
Dominican Republic
Ghana
Hong Kong
India
Indonesia
Israel
Jamaica
Japan
Lesotho
Malaysia
Mauritius
New Zealand
Nigeria
Pakistan
Philippines
Singapore
South Africa
South Korea
Sri Lanka
Taiwan
Tonga
Turkey
United Arab Emirates
United Kingdom
Venezuela
Cambodia
Laos
Thailand
Vi

วันจันทร์ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2555

jeanne d'arc

ในบรรดาสตรีที่เหลือชื่ออยู่ในประวัติศาสตร์โลกนั้น คงจะไม่เป็นที่ปฏิเสธว่าชื่อของแจนน์ ดาร์คคงจะเป็นที่จดจำ ทั้งในฐานะนักบุญของศาสนาคริสต์ และในฐานะวีรสตรีที่มีชื่อเสียงที่สุดคนหนึ่งเท่าที่ฝรั่งเศสเคยมีมา ชีวิตของเธอผกผันราวกับละครเรื่องยาว....จากสาวชาวบ้านไปเป็นวีรสตรี จากวีรสตรีไปเป็นแม่มด และจากแม่มดไปเป็นนักบุญ จนทุกวันนี้ เรื่องราวของแจนน์ ดาร์คก็ยังมีอิทธิพลต่อเมเดียต่างๆมากมาย ซึ่งไม่จำกัดอยู่เฉพาะในฝรั่งเศสเท่านั้น

โดยบันทึกของศาลฟื้นฟูคดีของแจนน์ ดาร์ค (ที่ถูกคือ Jehanne Darc ส่วนJeanne d'Arc เป็นคำสะกดที่เปลี่ยนแปลงในยุคหลัง) เกิดเมื่อวันที่ 6 มกราคม 1421 ที่หมู่บ้านดอมเรมี่ ในแคว้นลอร์เรน ประเทศฝรั่งเศส เป็นบุตรของแจ็ค ดาร์ค และอิซาเบล โรเม่
นอร์มังดี (พื้นที่ทางตอนเหนือของฝรั่งเศส) ในยามนั้นถูกยึดครองโดยอังกฤษ และหลังจากที่พระเจ้าชาร์ลสที่ 6 ทรงสวรรคตไปเมื่อปี 1422 บังลังค์ฝรั่งเศสก็ว่างเปล่ามาตลอด พระเจ้าชาร์ลสที่ 6 ทรงมีเจ้าชายรัชทายาทคือเจ้าฟ้าชายชาร์ลส (พระเจ้าชาร์ลสที่ 7 ในภายหลัง) ก็จริง แต่เนื่องจากการลงนามใน Treaty of Troyesเพื่อยุติสงครามร้อยปีและสงครามอกินคอร์ทระหว่างพระเจ้าชาร์ลสที่ 6 และพระเจ้าเฮนรี่ที่ 5 สิทธิ์ในบังลังค์ฝรั่งเศสจึงตกอยู่กับพระเจ้าเฮนรี่ที่ 6 (สนธิสัญญากล่าวว่า พระเจ้าเฮนรี่ที่ 5 จะแต่งงานกับแคทเธอรีนซึ่งเป็นบุตรสาวของพระเจ้าชาร์ลสที่ 6 แล้วลูกของทั้งสองจะเป็นผู้สืบทอดบังลังค์ของทั้งสองประเทศ) ซึ่งทำให้สิทธิ์ในบังลังค์ถูกแย่งไปจากเจ้าฟ้าชายชาร์ลส และมีขุนนางฝรั่งเศสจำนวนมากที่ไม่เห็นด้วยต่อข้อตกลงนี้

*
สงครามในเวลาดังกล่าวถูกพูดถึงว่าเป็นสงครามระหว่างอังกฤษและฝรั่งเศส แต่ในความจริง เวลานั้นยังไม่มีการก่อตั้งประเทศอย่างเป็นทางการจะอย่างไรก็ดี ราชวงศ์อังกฤษในเวลาดังกล่าวก็มีต้นกำเนิดในสายมารดามาจากฝรั่งเศสเช่นกัน จึงกล่าวได้ว่าพระเจ้าเฮนรี่ที่ 6 ก็มีสิทธิ์ในบังลังค์ฝรั่งเศสด้วย หากเกี่ยวกับข้อนี้ ขึ้นอยู่กับว่าประเทศดังกล่าวยึดหลักว่าสิทธิ์ที่ถูกถ่ายทอดไปจะมีผลต่อบุตรชายสายตรงเท่านั้น หรือจะยินยอมรับบุตรที่เกิดจากบุตรสาวซึ่งแต่งงานไปยังตระกูลอื่นด้วย แน่นอนว่าฝ่ายพระเจ้าชาร์ลสที่ 7 ย่อมเป็นพวกแรก
ฤดูร้อนปี 1452 แจนน์ได้ยิน"เสียง"ของเซนต์แคทรีน เซนต์ไมเคิ่ล และเซนต์มาร์กาเร็ต บอกให้เธอไปพบกับเคาทน์โรเบิร์ต เดอ บาว์ดริคอร์ท เพื่อทำการปลดปล่อยลอร์เรนและช่วยฝรั่งเศส
เดือนพฤษภาคม 1428 แจนน์เดินทางไปพบกับเคาทน์บาว์ดริคอร์ท หากก็ถูกปฏิเสธการเข้าพบ จนกระทั่งกุมภาพันธ์ปี 1429 เคาทน์บาว์ดริคอร์ทจึงยอมพบกับเธอ เขามอบเสื้อผ้าผู้ชาย ม้าและผู้ติดตาม 6 คนให้กับแจนน์และส่งเธอไปหาเจ้าฟ้าชายชาร์ลสที่จีน่อน

ไฟล์:Jeanne d'Arc à Chinon.JPG
พรมทอแขวนผนังแสดงภาพโจนออฟอาร์คเข้าเฝ้าพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 7
ไฟล์:Jehanne signature.jpg
                                                         หนึ่งในเอกสารหายากที่เหลืออยู่ ลายเซ็นต์ของแจนน์
                                                    เห็นได้ว่าเธอเขียน n เป็น m เนื่องจากเธออ่านเขียนไม่ได้
ในยามนั้น แคว้นลอร์เรนเป็นดินแดนของฝ่ายชาร์ลสที่ถูกล้อมโดยดินแดนของฝ่ายศัตรู แจนน์ที่เดินทางไปพบเจ้าฟ้าชายชาร์ลสจะต้องเดินทางกว่า 600 กิโลเมตรผ่านกลางกองทัพศัตรูเพื่อจะไปให้ถึงจีน่อน ซึ่งโดยความช่วยเหลือของผู้ส่งสารของเจ้าฟ้าชายชาร์ลส แจนน์ผ่านอุปสรรคแรงนี้ได้ด้วยเวลาเพียง 11 วัน กล่าวกันว่า โดยปราศจากความช่วยเหลือของผู้ส่งสารดังกล่าวนี้แล้ว คงเป็นการยากที่แจนน์จะไปถึงจีน่อนได้
เจ้าฟ้าชายชาร์ลสที่รอแจนน์อยู่นั้นทรงนึกสนุกเล่นเกมขึ้นมา พระองค์แต่งตัวให้ไม่สมฐานะแล้วยืนปะปนอยู่ในหมู่คนสนิท หากแจนน์ก็หาพระองค์พบแทบในทันที่ที่เธอมาถึง ทั้งสองได้คุยกันเป็นการส่วนตัว ซึ่งกล่าวกันว่าแจนน์ได้บอกถึงความลับ* ซึ่งยืนยันสิทธิ์ในราชบังลังค์ของเจ้าฟ้าชายชาร์ลสตามที่ได้ยินมาจาก"เสียง" เจ้าฟ้าชายชาร์ลสจึงเชื่อว่าพระเจ้าเป็นผู้ส่งเธอมาจริง คนของโบสถ์ซึ่ในครั้งแรกยังสงสัยในตัวแจนน์อยู่ หลังจากการตัดสินกว่า 3 วันที่พอยติเออร์ พวกเขาก็ยอมรับเธอในที่สุด
*
แจนน์ปฏิเสธที่จะบอกคนอื่นว่าความลับดังกล่าวคืออะไรกระทั่งระหว่างการพิพากษาลงโทษในภายหลัง แม้แต่ในปัจจุบัน ความลับดังกล่าวก็ยังคงเป็นความลับอยู่
เมษายน 1429 แจนน์มุ่งไปยังออร์ลีนส์ซึ่งถูกอังกฤษล้อมอยู่ โดยมีจีน เดอลีนส์, ราอีลและ กิลส์ เดอ เรยส์เป็นเพื่อนร่วมรบ แจนน์ต่อสู้กับกองทัพอังกฤษด้วยความห้าวหาญ ระหว่างการต่อสู้นี้ แจนน์ถูกยิงด้วยธนูที่ไหล่ซ้าย บาดแผลไม่มีอันตรายถึงชีวิต แต่เธอก็ถึงกับร้องไห้ออกมาด้วยความตระหนก กล่าวกันว่าที่เรื่องราวของแจนน์เป็นที่ประทับใจมาจนทุกวันนี้นั้น อยู่ที่เหตุผลว่าแต่เดิมเธอเป็นเพียงเด็กสาวชาวบ้านธรรมดาที่ลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อประเทศนี่เอง แจนน์หลีกเลี่ยงที่จะฆ่าคน เธอจึงมักจะถือธงนำทัพแล้วบุกนำทหารเข้าต่อสู้พร้อมกับร้องตะโกนเพื่อปลุกขวัญกำลังใจพวกพ้อง และด้วยการที่แจนน์กระทำหน้าที่ซึ่งเต็มไปด้วยอันตรายด้วยตนเองนี่เองที่ทำให้ทหารสามารถต่อสู้ด้วยความกล้าหาญและปลดปล่อยออร์ลีนส์เป็นอิสระในอีก 7 เดือนให้หลัง
ไฟล์:Lenepveu, Jeanne d'Arc au siège d'Orléans.jpg
โจนออฟอาร์คในยุทธการที่ออร์เลอองส์
ไฟล์:Jeanne d'Arc - Panthéon III.jpg

โจนออฟอาร์คในพิธีบรมราชาภิเษกของพระเจ้าชาร์ลส์
แจนน์ยืนกรานว่าพิธีราชาภิเษกของเจ้าฟ้าชายชาร์ลสจะต้องจัดขึ้นที่เรมส์ เนื่องจากพระเจ้าคลอวิสที่ 1 ซึ่งเป็นต้นตระกูลของราชวงศ์ฝรั่งเศสได้รับศีลล้างบาปที่เรมส์ และกษัตริย์ของฝรั่งเศสแต่ละองค์ต่างก็ประกอบพิธีที่นี่ เพื่อที่จะประกาศสิทธิ์อันถูกต้องของเจ้าฟ้าชายชาร์ลส ไม่ว่าเช่นไรก็ต้องจัดพิธีขึ้นที่เรมส์ให้ได้
การจะไปยังเรมส์นั้น ต้องมีการปะทะกับกองทัพอังกฤษอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่สุดท้ายข้อเสนอของแจนน์ก็ได้รับการยอมรับ เจ้าฟ้าชายชาร์ลสมุ่งหน้าไปยังเรมส์ ระหว่างการเดินทางก็รับเอาหัวเมืองต่างๆที่เข้ามาสวามิภักษ์ไว้ในปกครอง และในวันที่ 17 กรกฎาคม 1429 ก็ทรงขึ้นครองราชเป็นพระเจ้าชาร์ลสที่ 7 กษัตริย์โดยถูกต้องของฝรั่งเศสในที่สุด
หากในพิธีราชาภิเษก มีคนของฝ่ายเบอร์กันดีซึ่งเป็นศัตรูถูกเชิญมาด้วย ขุนนางของพระเจ้าชาร์ลสที่ 7 ได้เตรียมวางแผนการปกครองใหม่ไว้แล้ว มาถึงตอนนี้ กองกำลังของแจนน์ก็ค่อยๆกลายมาเป็นก้างขวางคอสำหรับฝ่ายเคาทน์อาลังซอนซึ่งยึดหลักการทหารในการปลดปล่อยฝรั่งเศสเสียแล้ว
แจนน์ต้องต่อสู้อย่างโดดเดี่ยวในราชวัง เธอมีความเห็นว่าควรที่จะชิงปารีสกลับมาเพื่อเป็นฐานอันมั่นคงให้กับพระเจ้าชาร์ลส หากขุนนางส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยและพอใจต่อสถานการณ์ในปัจจุบัน ผลทำให้แจนน์ต้องออกรบโดยไม่มีการช่วยเหลือที่เป็นรูปร่างจากกลุ่มขุนนาง

23
พฤษภาคม 1430 แจนน์ถูกจับโดยฟิลิปป์ที่ 3 ที่แคว้นเบอร์กันดีและหลังจากนั้นถูกส่งมอบตัวให้กับกองทัพอังกฤษ วันที่ 24 ธันวาคมปีเดียวกัน เธอถูกนำตัวไปคุมขังที่รูน
21
กุมภาพันธ์ 1431 การสอบสวนคนนอกรีตเริ่มขึ้นโดยมีชอง ลู เมย์ทอสเป็นประธาน หากเมย์ทอสกังขาในความเที่ยงธรรมของการสอบสวนนี้จึงแทบไม่ได้ปรากฏตัวในศาลเลย แม้แต่ในการตัดสินอย่างเป็นทางการ เขาก็ปิดปากเงียบตลอดเวลา บิชอปแชง ปิแอร์ โคชอง พร้อมกับผู้เกี่ยวข้องกับโบสถ์จำนวนกว่า 60 คนจึงเป็นผู้ดำเนินการสอบสวนแทน

                                                         
รูปของแจนน์ที่เครแมน เดอ โฟแกนเบิร์ก วาดเล่นในเอกสารเมื่อปี 1429วาดโดยจับลักษณะเด่นของแจนน์ได้ดีมาก
ไฟล์:Tour Jeanne D'Arc10.jpg

ไฟล์:George William Joy joan of arc.jpg
หอคอยที่รูอองที่โจนถูกจำขังระหว่างการพิจารณาคดีที่มารู้จักกันว่าหอโจนออฟอาร์ค ระหว่างการพยายามหลบหนีครั้งหนึ่งโจนกระโดดลงมาจากหออีกหอหนึ่งที่คล้ายกัน
30 พฤษภาคม คณะสืบสวนประกาศว่าแจนน์เป็นคนนอกรีตและขับไล่เธอจากการเป็นคริสเตียน และตัดสินให้แจนน์ถูกลงโทษด้วยการเผาทั้งเป็นโดยกองทัพอังกฤษ
อย่างเคยกล่าวไว้ในเอนทรี่ของ"กิลส์ เดอ เรยส์"แล้วว่าโทษเผาทั้งเป็นนั้นเป็นการลงโทษที่จัดว่าทารุณทั้งต่อร่างกายและจิตใจเป็นที่สุดในยามนั้น นอกจากนี้ เถ้าศพของแจนน์ยังถูกโปรยลงแม่น้ำเซนเพื่อให้ร่างของเธอไม่สามารถกลับสู่ดินเพื่อวันแห่งการพิพากษาได้ นับได้ว่าโทษที่แจนน์ได้รับนั้นเป็นโทษสาหัสอย่างที่สุดสำหรับชาวคริสต์ในสมัยนั้นทีเดียว

ภาพโจนถูกสืบสวนในที่คุมขังโดยคาร์ดินัลวินเชสเตอร์

หลังการตายของแจนน์ อิซาเบล โรเม่ ผู้เป็นแม่ของเธอได้ย้ายไปอยู่ที่ออร์ลีนส์หลังจากที่สามีเสียชีวิต และใช้ชีวิตบั้นปลายทั้งหมดของตนในการยืนยันความบริสุทธิ์ของแจนน์และเพื่อให้โบสถ์ยอมรับแจนน์กลับมาเป็นคริสตศาสนิกชนอีกครั้ง ศาลยอมรับให้คำตัดสินที่รูนเป็นโมฆะในปี 1456และอีกเพียง 2 ปีหลังจากนั้น อิซาเบลก็ลาจากโลกนี้ไป
ไฟล์:Joan of arc burning at stake.jpg
โจนออฟอาร์คถูกเผาทั้งเป็น

18
เมษายน 1909 พระสันตปาปาปิโอที่ 10 ประกาศให้แจนน์ ดาร์คเป็นบุญราศี และในวันที่ 16 พฤษภาคม 1920 พระสันตปาปาเบเนดิกต์ที่ 15 ก็ยกเธอขึ้นเป็นนักบุญในที่สุด
ไฟล์:Jeanne d' Arc (Eugene Thirion).jpg