วันอาทิตย์ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

10 อันดับ เมนูอาหารแปลกๆ พิศดารทั่วโลก มาเสริฟแล้วจ้า


บางเมนู ก็เป็นความเชื่อของคนในท้องถิ่น หรือประเทศนั้นๆ แปลกของเรา แต่ธรรมดาของเขา คงเอาความรู้สึกไปตัดสินไม่ได้ โดย เฉพาะอันดับ 1 ขนาดรูปประกอบเป็นรูปวาด แต่อ่านคำบรรยายแล้ว จ้างเป็นล้านก็คงไม่กิน (ถ้าซักร้อยล้าน อาจรับพิจารณา ทนกินซักคำ เพื่อเงิน)

ปล.เอามาให้ชมประดับความรู้ และเปิดมุมมองใหม่ๆ แต่อาหารบางชนิดมีผู้เชี่ยวชาญระบุแล้วว่า อาจมีเชื้อโรคอยู่มาก และ ไม่ได้บำรุงกำลังอะไรมากมายอย่างที่เชื่อกัน เพราะฉะนั้นดูสนุกๆ ดีกว่า อย่าลองเลยเนอะ


เริ่มกันที่ อันดับ 10 หนู



เป็นอาหารสุดฮิตของอเมริกาใต้ โดยเฉพาะประเทศยากจนอย่าง เปรู ปารากวัย หนูคือแหล่งโปรตีนสำคัญที่เดียว และเป็นเมนูหลักๆ ของร้านอาหาร และภัตตาคารใหญ่ๆ โดยชาวปารากวัยต่างลิ้มลองเชื่อว่าการกินหนูจะช่วยให้ผิวกระชับมากขึ้น ผิวเนียนอีกต่างหาก ซึ่งหนูตัวใหญ่เขาจะมาย่างเป็นหนังกรอบหอมเสริฟแบบแฮมเบอร์เกอร์เลยที่เดียว ส่วนหนูทารกตัวสีชมพู แดงๆ ก็จะหย่อนหนูเป็นๆ ลงท้องทันทีตามด้วยนมสดสักแก้ว หรือไม่ก็จะอร่อยแบบศิวิไลหน่อยก็จับลูกหนูใส่ในขนมปังหรือกล้วยหอมแล้วยัด ใส่ปากเคี้ยวกร้วมๆ ร้องจิ๊ดๆ เป็นอันอร่อยเหาะ


อันดับ 9 สตูค้างคาว



อาหารขึ้นชื่อของเวียดนาม ประเทศที่กำลังเจริญกว่าไทยน่ะแหละ ขายดิบขายดี แถมยังหรูและหายากมาก โดยเฉพาะเมืองหลวงไซ่งอนน่ะมันอยู่ในระดับภัตตาคารหรูเท่านั้น ซึ่งชาวเวียดนามเชื่อกันว่าเนื้อค้างคาวคือราชันย์แห่งเนื้อทั้งปวง การกินน่ะหรือ ทำได้หลายวิธี เช่นทำซุป หรือนำมาสับเป็นชิ้นๆ เคี้ยวเป็นสตู หรือไม่ก็ใช้มีดคมๆ ตัดหัวค้าวคาวทันที จากนั้นก็รีดเลือดที่หยดจากร่างไร้หัวใส่แก้วเปล่าแล้วดื่มกินสดๆ ทันที


อันดับ 8 สตูว์เนื้อหมาดำ



พูดถึงเอเชียก็ต้อง เนื้อหมา กินกันทั้งเกาหลี เวียดนาม ไทย แต่ถ้าจะหาประเทศที่กินเนื้อหมาได้มีลีลาเด็ดอร่อยก็ประเทศอินโดนีเซีย เพื่อนบ้านของเรานั้นเองเพราะพี่เพื่อนบ้านแกทำหลายเมนูมาก โดยเฉพาะเนื้อหมาดำว่ากันว่ามีรสอร่อยกว่าเนื้ออื่นๆ ทั้งปวง แถมนุ่มกว่าเนื้อหมาสีอื่นๆ ทำให้เวลานี้หมาดำชักจะหายจากถนนและบ้านเรือนของอินโดนีเซียไปแล้ว


อันดับ 7 หัวแกะสด-ต้ม



จากหลายประเทศรอบทะเล เมดิเตอร์เรเนียน เป็นเมนูที่คุ้นเคยอย่างยิ่งของชาวเมืองแถบนั้นว่ากันว่าหัวแกะถือว่าเป็น อาหารสุดยอดของแกะ เมื่อถึงเทศกาลปีใหม่ของชาวยิวที่เรียกว่า รอช อาแชน่า หัวแกะถูกนำมาเสิร์ฟพร้อมกับความหมายที่ว่า ใครก็ตามได้กินหัวแกะนั้นจะได้รับโชคดีในวันปีใหม่ที่จะมาถึง แต่ถ้ากินลูกนัยตาของลูกแกะเข้าไปย่อมโชคดีมากขึ้นไปอีก ส่วนรสชาติหลายๆ คนให้ความเห็นว่า “เค็มเหลือเกินพับผ่า”


อันดับ 6 ขนมพายครีบแมวน้ำ



ชาวนิวฟาวด์แลนด์กินพายที่มาจากครีบแมวน้ำนั้นถือว่าเป็นสิ่งวิเศษ และต้องกินก็ได้ถ้ามีโอกาส และด้วยเหตุนี้ส่งผลให้แต่ละปีจะมีแมวน้ำมากมายมหาศาลต่างถูกจับตัวขึ้นมา ตัดครีบทั้งสองข้าง จากนั้นก็ถีบลงเรือและปล่อยให้จมน้ำตายในทะเลไปอย่างน่าสมเพชที่สุด ในภัตตาคารใหญ่ๆ หลายต่อหลายแห่งก็มีเมนูชนิดนี้เปิดขายทั้งแบบปกปิดและเปิดเผย เพราะนานาประเทศยังต่อต้านเมนูนี้อยู่


อันดับ 5 สมองลิงแสนสนุก



วิธีการทำและการกินก็ ง่าย ก็เอาลิงพันธุ์อะไรก็ได้แล้วแต่มีให้ มาหนีบกับโต๊ะโดยมีส่วนหัวด้านบนโผล่ออกมา จากนั้นพ่อครัวก็ใช้วิชาบาร์เบอร์โกนขนส่วนบนของลิงออกจนเกลี้ยงเกลาจากนั้น ก็ใช้สิ่วและค้อนเฉาะกะโหลกของลิงออกคล้ายกับกะเทาะมะพร้าวอ่อน และแล้วลูกค้าก็จะรีบตักกินสมองลิงอย่างรวดเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะถ้าปล่อยทิ้งไว้นานเกินไปสมองลิงจะยุบและลดปริมาณอย่างรวดเร็ว แต่บางครั้งเขาก็เสิร์ฟสมองลิงแบบแช่แข็งไว้ด้วย เพื่อลดภาระสมองลิงหดตัวอย่างรวดเร็วอีกทางหนึ่ง


อันดับ 4 ปลาสองแผ่นดิน



เมนูนี้สามารถหากินได้จากประเทศจีนหรือไทยก็ได้ครับ วิธีการทำต้องใช้ฝีมือหน่อย เริ่มจากนำมาเก๋าขนาด 2 ก.ก. มาขอดเกล็ดออกให้หมดแล้วนำมาล้าง ก่อนจะใช้ผ้าเย็นที่แช่เย็นจัดพันส่วนหัวจนถึงพุงปลา แล้วก็ใช้มีดบั้งตัวปลาตั้งแต่ส่วนหางขึ้นมาจนถึงกลางลำตัว ระหว่างนั้นตั้งกระทะใส่น้ำมันพืชลงไปรอให้เดือดเต็มที่ แล้วก็นำหางปลาช่วงที่บั้งจุ่มลงไปทอดครึ่งตัว ซึ่งเป็นภาพที่หวาดเสียวมาก เพราะปลาจะดิ้นตลอดเวลาด้วยความเจ็บปวด ต้องใช้คีมคีบที่หัวปลาเอาไว้ รอจนเนื้อปลาสุกเป็นสีเหลือง ก็ยกขึ้นนำมาวางบนจานแต่งด้วยเครื่อง ยกเสิร์ฟโดยครึ่งบนปลายังเป็นๆ อยู่ อ้าปากพะงาบๆ ครีบยังกระดิกได้ แต่ครึ่งล่างทอดจนสุก กินกับน้ำจิ้มซีฟู้ดและซอสเปรี้ยว โดยคนจีนเชื่อว่าการทานปลาสองแผ่นดินเป็นยาชูกำลัง ให้กินมากๆ จะช่วยให้ร่างกายแข็งแรงน่ะจะบอกให้ เชื่อไหม


อันดับ 3 อุ้งตีนหมี



เป็นอาหารที่นักเปิบมหาภัย ชอบมากและเป็นเมนูสุดโหด เพราะการตัดอุ้งตีนหมีนั้น ไม่สามารถตัดขณะที่หมียังมีชีวิตได้ การฆ่าหมีเองก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะหนังหมีจะหนามาก ยากต่อการฆ่า ดังนั้น ผู้ฆ่าจึงจับหมีถ่วงน้ำทั้งเป็น หมีความส่งเสียงร้องดังโหยหวนเมื่อถูกตะขอเหล็ก เกี่ยวร่างออกจากกรงขัง ไม่กี่นาทีต่อมามันก็ตกอยู่ในความมืดมิด เมื่อถูกกระสอบสวมคลุมร่าง นักท่องเที่ยวจะยืนมองวินาทีสุดท้ายของหมีควายโชคร้ายในถังเก็บน้ำใบเขื่อง ด้วยสายตาเฉยชา หลังจากร่างใหญ่ดิ้นพราดๆ อยู่เพียงครู่ ทุกอย่างก็สงบลง เพชฌฆาตรีบลงมีดเลือดสดๆ ไหลทะลักจากคอหมีลงสู่ถ้วยขนาดย่อม เลือดในถ้วยถูกผสมด้วยเหล้าขาวแล้วเวียนกันดื่ม หลังจากยืนดู การชำแหละอุ้งตีนหมีเสร็จสิ้น นักท่องเที่ยวจึงกลับไปที่โต๊ะ นั่งรออาหารจานเด็ดที่เชื่อว่าจะช่วยทำให้คนแข็งแกร่งในกามกรีฑา ดุจเดียวกับความแข็งแรงของอุ้งตีนหมี


อันดับ 2 ซุปตัวอ่อนมนุษย์



เรื่องนี้เป็นเรื่องจริงน่ะครับ เพียงแต่รูปที่นำมาเป็นของจริงหรือเปล่าก็ไม่รู้ เมนูนี้เป็นอาหารเฉพาะบางกลุ่มเท่านั้นน่ะครับ มันมีขายอยู่ที่เฉินเซ่น ประเทศจีน การกินตัวอ่อนของมนุษย์ หรือทารกที่เพิ่งคลอดนั้นเป็นความเชื่ออย่างลับๆ ว่า จะช่วยเพิ่มคุณค่าอาหารหลายอย่างในหมู่ชาวจีน นั้นก็คือทำให้ผิวสวยเนียน ร่างกายแข็งแรงต้านทานโรค และที่เชื่อกันมากก็คือช่วยบำรุงไตได้ดีสำหรับวิธีการทำก็ไม่ยากเท่าไหร่ แค่เอาเด็กทารกแรกคลอด หรือเด็กที่ตายจากการทำคลอด ยิ่งเป็นเด็กผู้ชายยิ่งดี(เขาบอกว่ามีคุณค่าทางอาหารสูง) มาสับ มาเคี่ยวเป็นซุปและใส่เนื้อหมูลงไปเป็นอันเสร็จ………..รสชาติเหมือนซุปสมุนไพร อย่างไรก็ตามการนำเด็กทารกมาทำตุ๋นยาจีนเป็นอาหารที่ประเทศจีนนั้น ถือว่าผิดกฎหมาย ทำให้เมนูนี้ ต้องมีการสั่งเป็นพิเศษ หรือไม่ก็แอบทำให้กับพวกที่อยากรับประทานอาหารแบบพิสดาร แบบนี้


อันดับ 1 เนื้อมนุษย์ที่ปาปัว นิว กินี 



และก็ มาถึงอันดับหนึ่งของเรา ที่ปาปัว นิว กินี เวลามีใครตายขึ้นไม่ว่าจะเป็นญาติของตน หรือคนต่างเผ่าที่ตกอยู่ในครอบครองของตน เขาจะไม่นำศพไปฝังหรือเผา แต่จะนำศพไปไว้บนตะแกรงที่ยกพื้นสูงขนาดท่วมหัว ปล่อยให้ศพอยู่ในสภาพนั้นจนขึ้นอืด เกิดน้ำเหลืองเยิ้มไปทั้งตัวดีแล้ว ก็จะเข้าป่าหาใบไม้ที่เป็นเครื่อง เทศเอามาพับเป็นกระทงเล็กๆ (คงอย่างที่เตรียมใบชะพลูจะกินกับเมี่ยง) เหมาะที่จะมีขนาดกินคำเดียว แล้วก็เชิญพรรคพวกเพื่อนฝูงให้มารวมกันอยู่ใต้ตะแกรงศพนั้น นำเอาไม้ปลายแหลมแทงศพให้เป็นรู ให้น้ำเหลืองไหลย้อยออกมา นำกระทงใบไม้ที่เตรียมไว้ รองรับน้ำเหลืองนั้น พอได้มากดีแล้วก็กินทั้งน้ำเหลืองและใบไม้ กินกันจนไม่มีน้ำเหลืองแล้วก็นำศพนี้ไปต้มซุปกับผักต่างๆ กินกันต่อไป แต่ถ้าจะกินมนุษย์ที่สะใจที่สุดต้องยกให้ชนเผ่า โดโบดูรัส นิยมจับเหยื่อที่ล่ามาได้มากินแบบเป็นๆ นั้นคือต้องทรมานเหยื่อจนใกล้จะตายแต่ไม่ให้ถึงตาย จากนั้นก็เจาะกะโหลกให้เป็นรูลึกๆ เสียก่อน แล้วค่อยสอดไม้เล็กๆ ที่มีปลายแบบชอนเข้าไปตักสมองออกมากิน เหยื่อก็ดิ้นไปดิ้นมา ดูแล้วน่ารักอย่างยิ่ง...

วันพฤหัสบดีที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

ปฏิทิน ADMISSION 2557

จากการประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย หรือ ทปอ.มีมติ  เมื่อวันที่ 2 เมษา 2556 ให้มีการปรับเปลี่ยนปฏิทินการสอบแอดมิชชั่นประจำปีการศึกษา 2557 โดยมีการกำหนดการสอบต่างๆ  ไว้ดังนี้

รับสมัครสอบ GAT/PAT ครั้งที่ 1/25571-27 ต.ค. 2556
รับสมัครสอบวิชา 7 วิชาสามัญ1-24 พ.ย. 2556
สอบ GAT/PAT ครั้งที่ 1/25577-10 ธ.ค. 2556
สอบ 7 วิชาสามัญ4-5 ม.ค. 2557
รับสมัครสอบ GAT/PAT 2/255715-26 ม.ค. 2557
ประกาศผลสอบ GAT/PAT ครั้งที่ 1/255719  ม.ค. 2557
สอบ O-NET ปีการศึกษา 2556ปลายเดือน ก.พ. 2557
สอบ GAT/PAT ครั้งที่ 2/25578-11 มี.ค. 2557
ประกาศผลสอบ O-NET ปีการศึกษา 2556ต้นเดือน เม.ย. 2557
ประกาศผลสอบ GAT/PAT ครั้งที่ 2/255727 เม.ย. 2557














ระบบเคลียริ่งเฮาส์ (Clearinghouse)
มหาวิทยาลัย/สถาบัน/กลุ่มสถาบัน ส่งรายชื่อผู้ผ่านการคัดเลือกผู้ผ่านการคัดเลือกไปยัง สอท. ทำข้อมูลสำหรับประกาศให้นักเรียนำข้อมูลสำหรับประกาศให้นักเรียนยืนยันสิทธิ์23 พ.ค. 2557
ยืนยันสิทธิ์เข้าศึกษาใน มหาวิทยาลัย/สถาบัน/กลุ่มสถาบัน ที่ตาวิทยาลัย/สถาบัน/กลุ่มสถาบัน ที่ตนได้รับคัดเลือก19 พ.ค. – 2 มิ.ย. 2557
สอท.ประกาศรายชื่อผู้ที่ยืนยันสิทธิ์ในระบบรับตรงของมหาวิทยาลัย/สถาบัน/กลุ่มสถาบัน5 มิ.ย. 2557












ADMISSION 2557
จำหน่ายระเบียบการคัดเลือกในระบบกลาง ปีการศึกษา 25575-15 มิ.ย. 2557
รับสมัคร ADMISSION8-15 มิ.ย. 2557
ชำระเงินค่าสมัคร8-17 มิ.ย. 2557
ผู้สมัครตรวจสอบคะแนนที่ใช้ในการคัดเลือก20-21 มิ.ย. 2557
ประกาศผู้มีสิทธิ์สอบสัมภาษณ์และตรวจร่างกาย28 มิ.ย. 2557
สอบสัมภาษณ์และตรวจร่างกาย7-9 ก.ค. 2557
ประกาศผู้มีสิทธิ์เข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษา15 ก.ค. 2557

วันอาทิตย์ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

10 อันดับปลาที่หน้ากลัวที่สุด

อันดับที่ 10 Great white shark

   ฉลามขาวยังคงเป็นสัตว์ที่มนุษย์ยังคงหวาดกลัวมันจนถึงปัจจุบัน เนื่องจากเราสามารถพบเห็นมันตามแถบทะเลชายฝั่งเกือบทั่วทุกมุมโลก ด้วยขนาดตัวที่ค่อนข้างใหญ่ และมีความยาวประมาณ 6 เมตร น้ำหนักประมาณ 2250 กิโลกรัม  ปลาฉลามขาวเป็นสัตว์กินเนื้อ เหยื่อที่มันเลือกจะล่ามีปลา (รวมทั้งปลากระเบนและฉลามที่ตัวเล็กกว่า) ปลาโลมา แมวน้ำ สิงโตทะเล เต่าทะเล และเต่าตะหนุ ทั้งยังมีชื่อ ในเรื่องกินไม่เลือก แม้กระทั่งของที่กินไม่ได้อย่างกระป๋อง ทุ่มลอยน้ำ และฉลามขาว มีจมูกที่ไวต่อกลิ่นเลือดเป็นอย่างมาก เพราะฉลามขาวสามารถได้กลิ่นเลือดเพียง 1 หยดที่อยู่ไกลออกไปถึง 3 กิโลเมตรได้...

อันดับ9 Frilled shark
Frilled shark เป็นฉลามในสกุล Chlamydoselachus มีชื่อเรียกทางวิทยาศาสตร์ ว่า Chlamydoselachus anguineus เดิมคิดว่าสูญพันธุ์ไปแล้ว แต่มีรายงานพบใน หลายพื้นที่ รวมถึงในเขตน่านน้ำญี่ปุ่น ทำให้กลายเป็น ฟอสซิลมีชีวิต อีกชนิดหนึ่ง ที่ยังคงมีชีวิตเหลือรอดในยุคครีเทเชียส จนกระทั่งปัจจุบัน หน้าตาของฉลามชนิดนี้แตกต่างจากฉลามที่เรารู้จักกันทั่วไป เพราะคล้ายกับปลาไหล สีน้ำตาลหรือสีเทามากกว่า แต่การมีช่องเหงือก 6 คู่ เป็นจุดที่ยืนยันว่ามันคือฉลาม ตัวเต็มวัยยาวได้ถึง 6.5 ฟุต ส่วนตัวที่พบล่าสุดยาว 5.3 ฟุต

อันดับที่8 Wolf Fish
ปลาหมาป่าหรือหมาป่าทะเล โดยมักอาศัยหลบ ซ่อนตามโขดหินปลาหมาป่าเป็นปลาที่มีหัวค่อนข้างใหญ่ มีปากขนาดใหญ่และฟัน แหลมคม ฟันนี้ใช้สำหรับแทะเพื่อกินเม่นทะเลเป็นอาหาร (สัตว์น้ำจำพวกที่มีเปลือก เป็นอาหารหลักของมัน) พวกมันสามารถมีขนาดใหญ่ถึง 20 กิโลกรัม และสามารถยาว ถึง 150 เซนติเมตร

อันดับที่7 Goliath Tigerfish
ปลา Tiger Fish เป็นปลาน้ำจืดกลุ่ม Characin(กลุ่มเดียวกับปิรันย่า) ที่มีขนาดใหญ่ มักอาศัยใน แม่น้ำ Lualaba และทะเลสาป Tanganyika ประเทศคองโก ขนาดใหญ่สุด มี น้ำหนักถึง 80 ปอนด์ ที่เรียกว่า ปลาเสือ ก็เพราะ ก็อันเนื่องมาจากข้อมูลพฤติกรรม ของมันที่เป็นนักล่ามาแต่กำเนิด บวกกับเขี้ยวของมันและด้วยรูปร่างของมันคล้าย ตอร์ปิโด

อันดับที่6 cookiecutter shark
ฉลามคุกกี้คัตเตอร์ หรือ cigar shark ชื่อออกน่ารัก แต่นิสัยมันไม่น่ารักเลยนะ
มันเป็นปลาฉลามอีกพันธุ์ที่หายาก อาศัยน้ำลึก 500 ฟุต มีขนาดเล็กขนาดเท่าซิการ์ เท่านั้น แต่พิษสงมันเหลือร้ายทำให้มันล่าเหยื่อขนาดใหญ่อย่างวาฬและโลมาเป็น อาหารได้สบายๆ โดยฉลามคุกกี้คัตเตอร์นั้นมีเทคนิคซุ่มโจมตีที่ใช้ประโยชน์จากการ เรืองแสงในตัวเหมือนกับผี

อันดับที่5 แฮคฟีช (hagfish)
แฮคฟีช (hagfish) รูปร่างเหมือนทากหรือปลิงแต่ความจริงแล้วเป็นปลา เป็นปลา ไม่มีขากรรไกรที่อาศัยอยู่ในทะเล โดยการกินปลาตาย หรือใกล้ตายรวมทั้งสัตว์ไม่ มีกระดูกสันหลังที่มีลำตัวอ่อนนุ่ม กลุ่มหนอนปล้อง มอลลัสและครัสเตเชียน ดังนั้น แฮคพีช จึงไม่เป็นปาราสิต และไม่ได้เป็นสัตว์ล่าเหยื่อ แต่ค่อนมาทางกินซากสัตว์ มากว่า แฮคฟีชมีประมาณ 32 ชนิด ชนิดที่รู้จักกันดีในอเมริกาเหนือ ในมหาสมุทร แอตแลนติก

อันดับที่4 Basking Shark

ฉลามบาสกิ้น ความจริงยังมีฉลามอีกมากควรติดอันดับ เช่นฉลามยักษ์เมกาโลดอน
(Megalodon Sharkหรือฉลามเมกาเมาทธ์ (MegaMouth ) แต่ดูเหมือนว่าฉลาม บาสกิ้นจะดูโดดเด่นที่สุดในอันดับของเรา โดยฉลามชนิดนี้เป็นยักษ์ใหญ่ผู้ใจดีแห่ง ท้องทะเลใหญ่เป็นอันดับสองรองจากฉลามวาฬยาวประมาณ 12.27 เมตร หนักกว่า 19ตัน มีรายงานการพบปลาขนาดใหญ่ที่นอร์เวย์วัดได้ยาว 12 เมตร มีปากขนาดใหญ่ แต่กินแพลงตอนเป็นอาหารโดยปากของมันจะเหมือนตัวกรองที่สามารถดูดน้ำเข้าปาก ได้ 2000 ตันต่อชั่วโมง

อันดับที่3 Blob Fish
ปลาบร็อบ ถูกพบในระดับความลึกที่มีแรงดันมากกว่าปกติ ถึง 12 เท่าทำให้ถุงลม
ขาดประสิทธิภาพ เพื่อที่ปลา สามารถลอยตัวได้ (ที่รู้จักกันในชื่อ "กระเพาะปลา"
มีหน้าที่ เก็บกักอากาศ หรือปล่อยอากาศออกเพื่อประโยชน์ในการลอยตัว หรือดำน้ำ) ปลาจึงมีเนื้อที่มีลักษณะเป็นวุ้น มีความหนาแน่น น้อยกว่าน้ำเล็กน้อย เพื่อให้สามารถ ลอยตัวเหนือพื้นทะเล โดยใช้พลังงานน้อยที่สุดในการลอยตัว และว่ายน้ำ จึงทำให้ ปลาบร็อบ ไม่จำเป็นต้องมีกล้ามเนื้อ และข้อดีอย่างแรกก็คือมันสามารถทิ้งตัวลงมา จับเหยื่อจากด้านบนจึงเป็นการดีกว่าจะเข้า จู่โจมจากด้านหน้าที่อาจจะได้รับอันตราย จากการที่เหยื่อต่อสู้

อันดับที่2 Lamprey
ปลาแลมเพรย์เป็นปลาไหลชนิดหนึ่ง ลำตัวด้านหลังมักจะเป็นสีดำ มีครีบหลังและ
ครีบหาง แต่ไม่มีครีบคู่ ไม่มีเกล็ด ปากจะอยู่ค่อนลงมาทางด้านท้อง มีลักษณะคล้าย
แว่นใช้สำหรับดูด ปากกลมซึ่งไม่จำเป็นต้องมีกล้ามเนื้อขนาดใหญ่ขึ้นมาบังคับ
ขากรรไกรให้อ้าและหุบแบบปัจจุบัน พวกมันต้องการเพียงปากที่มีตะขอสำหรับเกาะ
เหยื่อเพื่อดูดเลือดสัตว์อื่นเป็นอาหาร และดำรงชีพเป็นปรสิตเมื่อดูดเลือดของเหยื่อจน ตัวเหยื่อแห้งก็จะปล่อยแล้วหาเหยื่อใหม่

อันดับที่1 Fanfin Seadevil
ปลาปีศาจ ครีบพัด (Fanfin Seadevil) หรือ Caulophryne jordani เป็น ปลาน้ำลึก ในตระกูล Anglerfish ปลาปลาปีศาจ ครีบพัด ( Fanfin Seadevil ) มีสี่งที่แปลก และ โดดเด่นกว่า ปลาในตระกูล Anglerfish ทั่วไปคือ พวกมันไม่มีหงอนเรืองแสงบนหัว ที่ใช้สำหรับล่อเหยื่อในที่มืด และทั่วทั้งร่างมีครีบยาว คล้ายพัด เช่นเดียวกับปลาใน ตระกูล Anglerfish เพศผู้มีขนาดเล็กกว่ามากเพศเมีย เพศผู้เมื่อโตเต็มที่จะมีขนาด เพียง 0.5 นิ้ว (1.27 เซ็นติเมตร) ส่วนเพศเมียจะมีขนาดใหญ่ได้ถึง 10นิ้ว (25 เซ็นติเมตร ความยาวไม่รวมหนวด) การที่เพศผู้มีขนาดเล็ก และเพศเมีย มีขนาด ใหญ่นั้นเกิดจากอุปนิสัยที่ เมื่อตัวผู้พบ ตัวเมีย ตัวผู้จะเกาะติดตัวเมียด้วยปาก ทำตัว เหมือนกาฝาก โดยดูดเลือดของตัวเมียเป็นอาหาร และเมื่อนานวันตัวผู้จะศูนย์เสีย การมองเห็น และประสาทสัมผัสต่างไป และหลอมรวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของตัวเมีย


วันเสาร์ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2556

"จัดฟันแฟชั่น" อันตรายที่ใกล้ตัว

ช่วงนี้ใครอยู่หน้าคอมฯ ทุกวันต้องเห็นข่าวดราม่าเรื่อง "การจัดฟันแฟชั่น" กันบ้างแล้ว หลังจากที่มีแม่ค้า(จำนวนมาก)หาเงินเข้ากระเป๋าตัวเองด้วยการหยิบยื่นอันตรายให้กับผู้บริโภค ซึ่งก็ไม่ใช่ใครที่ไหน เป็นน้องๆ นักเรียนที่ขาดความยั้งคิดนี่เอง ด้วยความที่อยากสวยหล่อบ้าง แต่ก็ไม่อยากเสียตังค์แพงๆ จึงหลงสั่งซื้ออุปกรณ์จัดฟันทางอินเทอร์เน็ตไปทำเองที่บ้าน!! ซึ่งอันตรายมากๆ เพราะการจัดฟันมันไม่ใช่เรื่องง่ายที่นึกจะทำเองก็ทำได้ บทความวิทย์วันนี้ขอเป็นอีกหนึ่งสื่อที่เน้นย้ำถึงอันตรายและโทษที่อาจเกิดขึ้นกับคนที่คิดจะ "จัดฟันแฟชั่น" ค่ะ

 จริงๆ แล้วการจัดฟันเป็นการแก้ไขปัญหาเรื่องการสบฟันผิดปกติ ฟันซ้อนเก ฟันห่าง ฟันยื่น เป็นไปในแง่การรักษาโดยมีทันตแพทย์ดูแลอย่างใกล้ชิดทุกขั้นตอน เมื่อการจัดฟันเข้ามาช่วยแก้ปัญหาแล้ว จะช่วยให้มีสุขภาพช่องปากที่ดีขึ้นและช่วยเพิ่มความมั่นใจในการใช้ชีวิตด้วย

             แต่เนื่องจากปัจจุบันมีคนจัดฟันเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ บวกกับจัดฟันไปแล้วรูปหน้ามักเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น น้องๆ อาจจะรู้สึกว่าการมีลวดเหล็ก ยางสีๆ อยู่ในปากนี่เป็นแฟชั่นเก๋ดี เลยอยากจัดฟันบ้างทั้งๆ ที่ฟันไม่ผิดปกติอะไร เน้นเอาความสวยงามอย่างเดียว เลยหันไปพึ่งการจัดฟันแฟชั่นที่ราคาถูกแสนถูก(แต่คุณภาพ????) และยังหาซื้อได้ง่ายมาก เช่น ตลาดนัดใกล้บ้านหรือร้านค้าออนไลน์ ซึ่งน้องๆ รู้มั้ยคะว่าสื่อต่างชาติถึงกับอึ้งทีเดียว และพูดถึงกันว่าประเทศไทยเป็นประเทศแรกและประเทศเดียวที่เด็กเยาวชนจัดฟันกันเป็นแฟชั่น...




ที่ผ่านมามีตัวอย่างให้เห็นโทษของการจัดฟันแฟชั่นหลายเหตุการณ์ เช่น เมื่อปี 2552 มีนักเรียน ม.3 แอบไปจัดฟันแฟชั่น หลังจากนั้น 1-2 เดือน ก็เกิดอาการซึมเศร้า ไม่พูดจา และในที่สุดก็เสียชีวิตในขณะนอนหลับ!! และอีกกรณีหนึ่งในปีเดียวกัน เป็นนักเรียนชั้น ม.5 จัดฟันแฟชั่นตามเพื่อน ผลสุดท้ายปวดฟัน เหงือกบวม ทำให้ติดเชื้อในกระแสเลือดเนื่องจากเหล็กไม่สะอาด ผลสุดท้ายก็เสียชีวิตเช่นกัน

             จากสองเหตุการณ์นี้ทำให้ช่วงนั้นมีการรณรงค์ให้ความรู้เรื่องจัดฟันแฟชั่นกันมากพอสมควร แต่อาจจะไม่เข้มงวดมากพอ พ่อค้าแม่ค้าขายอุปกรณ์จัดฟันเถื่อนจึงยังไม่ลดลง คราวนี้น้องๆ ลองมาดูถึงโทษของการจัดฟันแฟชั่นกันบ้าง
                - ลวดดัดแฟชั่นที่ขายกันอยู่เป็นลักษณะลวดสแตนเลส ซึ่งเป็นลวดที่ร้อยดอกไม้ พบว่ามีสารปนเปื้อนหลายชนิด เช่น ตะกั่ว พลวง ซิลิเนียม โครเมียม สารหนู ฯลฯ หากเข้าไปสะสมในร่างกายปริมาณมากมีผลต่อไต ทำให้"ไตวาย" ถึงขั้น "ตายไว" ได้
                - การนำลวดที่ไม่ได้มาตรฐานไปวางบนฟันแล้วสอดปลายลวดเข้าซอกฟันเพื่อไม่ให้ลวดหลุดออกมา เป็นพฤติกรรมที่เสี่ยงมาก เพราะในปากเรามีน้ำลายซึ่งมีความเป็นกรด-ด่าง อาจทำปฏิกิริยากับสีเคลือบลูกปัด ทำให้สารเคลือบละลายออกมา แน่นอนว่าสารนั้นไม่ไปไหนค่ะ เข้าร่างกายเรานั่นเอง ส่วนลวดที่เป็นสีก็เช่นเดียวกัน เมื่ออยู่ในปากเรานานๆ สีจะจางลง สีเคลือบต่างๆ ก็เข้าสู่ร่างกายเรา
                - เมื่อลวดที่ไม่สะอาดทิ่มกระพุ้งแก้มหรืออวัยวะอื่นๆ ในช่องปาก ทำให้เกิดแผลติดเชื้อหรือแผลเรื้อรังได้
                - ยางจัดฟันที่เป็นรูปแบบต่างๆ เช่น ลายดอกไม้ ลายมิกกี้เม้าส์ ก็ไม่ได้มาตรฐานทั้งนั้น ซึ่งยางที่มีลวดลายแบบนี้ยิ่งเพิ่มโอกาสทำให้ฟันผุ



ยางจัดฟันแฟชั่น!! อันตรายนะขอบอก
              
                - ขั้นตอนการทำที่ไม่ได้มาตรฐาน ไม่ว่าจะทำที่ร้านหรือทำเองก็ไม่ได้มาตรฐาน เช่น ถาดพิมพ์ฟันไม่มีการฆ่าเชื้อก่อน อาจได้รับเชื้อจากคนที่มาจัดฟันก่อนหน้า ส่วนใครที่ทำเองที่บ้านก็ไม่ได้ห่วงใยเรื่องความสะอาดเลย ไม่มีการฆ่าเชื้อก่อนเช่นกัน              
                - การปรับแต่งลวดทำให้เกิดแรงกดที่ตัวฟัน ทำให้ฟันเคลื่อนจากเดิม (เดิมที่สวยอยู่แล้วทำให้แย่ลง) จนอาจมีอาการปวดฟัน ฟันตาย รากฟันละลาย จนถึงขั้นต้องถอนฟันทิ้ง

อีกหนึ่งปัญหาที่ "จัดฟันแฟชั่น"ทำพิษ ฟันเคลื่อนตรงตามแนวลวดจนผิดรูป
                - เมื่อติดเหล็กไปแล้ว ทำให้ทำความสะอาดช่องปากยากกว่าเดิม ยิ่งไม่รู้วิธีการรักษาที่ถูกต้อง เสี่ยงฟันผุ หินปูนขึ้น เหงือกอักเสบ มีกลิ่นปาก
                - หากติดเครื่องมือจัดฟันเอง มีโอกาสที่เครื่องมือจัดฟันแฟชั่นหลุดลงคอหรือหลอดลม เป็นอันตรายถึงชีวิตอีกเหมือนกัน
ขอขอบคุณข้อมูลและรูปภาพประกอบจาก
ww.dailynews.co.th, www.thaiortho.org, www.thaihealth.or.th,
www.bizrice.com, www.dehaanortho.com, www.napervilledentist.com




วันอังคารที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2556

"ลิง" เป็นสัตว์ที่อยู่ในไฟลัมสัตว์มีแกนสันหลัง(Chordata) และเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ในเมืองไทยเองก็มีลิงอยู่หลายสายพันธุ์ เช่น ลิงเสน ลิงกัง ลิงวอก ลิงแสม โดยเฉพาะลิงแสม(ลิงที่หางยาวๆ)มีอยู่เป็นจำนวนมาก เจอได้บ่อยเลยค่ะ ส่วนจำพวกอุรังอุตัง ลิงชิมแปนซีก็ไปหาดูได้ที่สวนสัตว์ หลายคนอาจคิดว่าสายพันธุ์ของลิงน่าจะมีเพียงเท่านี้ แต่คิดผิดแล้วค่ะ บนโลกใบนี้ยังมีลิงอีกหลายชนิดที่น้องๆ ยังไม่รู้จัก บ้างก็หน้าตาประหลาด บ้างก็ใกล้สูญพันธุ์เต็มที

             แต่ลิงที่พี่มิ้นท์จะพามารู้จักในวันนี้ รับรองว่าแค่น้องๆ รู้จัก 
"ตุ๊กตาเฟอร์บี้" ก็เท่ากับเคยเห็นลิงชนิดนี้แล้ว 50% เพราะมันเป็นต้นกำเนิดของเจ้าเฟอร์บี้สุดฮิตนั่นเอง (เชื่อว่าหลายคนคงเข้าใจผิดมานานคิดว่ามันคือนกฮูกใช่มั้ยล่ะ ฮ่าๆ) ส่วนอีก 50%  ไปทำความรู้จักกับเจ้าลิงชนิดนี้กันต่อเลยค่ะ

 ลิงปิ๊กมี่ทาร์เซีย ถูกพบที่เทือกเขารอคาทิมโบ ในประเทศอินโดนีเซีย เมื่อปี ค.ศ.2008 ซึ่งเป็นการค้นพบครั้งใหม่หลังจากที่ก่อนหน้านี้เชื่อกันไปว่ามันสูญพันธุ์ไปแล้ว ลิงปิ๊กมี่ทาร์เซียเป็นลิงที่มีขนาดเล็ก ความยาวลำตัวประมาณ 4-5 นิ้ว ขนสีน้ำตาลแดง สำหรับลักษณะเด่นของปิ๊กมี่ทาร์เซียที่เห็นได้ชัด คือ มันจะมีดวงตาขนาดใหญ่มาก โดยมีเส้นผ่านศูนย์กลางถึง 16 มิลลิเมตรเลยทีเดียว มองๆ ดูแล้วเหมือนลูกกะตาจะใหญ่กว่าหน้าอีกนะ

            ธรรมชาติของมันส่วนใหญ่จะอยู่บนต้นไม้ นอนตอนกลางวัน โดยจะนอนในท่าเกาะต้นไม้คล้ายๆ หมีโคล่า ส่วนเวลาดีที่ออกหากินคือ ตอนกลางคืน ซึ่งจะกินจำพวกแมลงหรือสัตว์เล็กๆ เป็นอาหาร เช่น นก งู เป็นต้นค่ะ

และระหว่างที่หาข้อมูลเรื่องลิงจิ๋วปิ๊กมี่ทาร์เซียอยู่ ก็ไปเจอลิงอีกสายพันธุ์นึง คือ ปิ๊กมี่มาร์โมเสท มีความน่าสนใจไม่แพ้กัน เพราะลิงชนิดนี้ได้ชื่อว่าเป็นลิงสุดจิ๋ว ตัวเล็กที่สุดในโลก ส่วนจะเล็กขนาดไหน ไปดูโพรไฟล์ของเจ้าตัวนี้กันเลยค่ะ
ลิงปิ๊กมี่มาร์โมเสท ลิงตัวเล็กที่สุดในโลก

            ลิงมาร์โมเสท สายพันธุ์ปิ๊กมี่ จัดได้ว่าเป็นลิงที่ตัวเล็กที่สุดในโลก น้ำหนักทั้งตัวตอนโตแค่ 4 ออนซ์ ความยาวตัว(ไม่รวมหาง) ประมาณ 5 นิ้วหรือประมาณ 13 เซนติเมตรเท่านั้นเอง เรียกว่าตัวเล็กมากๆ ซึ่งถ้าเทียบกับนิ้วมือของคนแล้ว เจ้าลิงตัวนี้ก็มีขนาดเท่านิ้วมือของเรา เลยได้รับการขนามนามไปว่าเป็นลิงนิ้วมือ รวมถึงมีชื่ออื่นๆ อีก เช่น ลิงกระเป๋า
เกาะนิ้วเราน่ารักเชียว^^
           ลักษณะของลิงมาร์โมเสทมีขนสีเทาหรือน้ำตาลอ่อน ส่วนที่ขาของมันจะมีเล็บแหลมไว้สำหรับเกาะกิ่งไม้ ช่วยให้มันเคลื่อนที่ได้เร็วด้วยล่ะค่ะ

           แหล่งที่อยู่ของมัน พบได้ในป่าฝนในแถบประเทศโคลัมเบีย เอกวาดอร์ เปรูและบราซิลค่ะ เห็นตัวแค่นี้มันสามารถกระโดดได้ถึง 5 เมตรและปีนป่ายได้เหมือนกระรอกเลยค่ะ วิถีชีวิตของมันเมื่ออยู่ในป่าก็จะกินน้ำและยางจากต้นไม้ รวมไปถึงพวกแมลงอย่างเช่นตั๊กแตนด้วย ลิงมาร์โมเสทจะสื่อสารกันด้วยวิธีการส่งสัญญาณเสียง เช่น ทำเสียงแหลมๆ คล้ายๆ หนูร้อง หรือเสียงผิวปาก ไว้เรียกหรือติดต่อกันในกลุ่มเวลามีเหตุอันตราย ซึ่งมนุษย์จะไม่ได้ยินเสียงนี้
ปกติแล้วในประเทศไทยคนเลี้ยงลิงก็มีนะคะ แต่มักจะเลี้ยงไว้ทำงาน เช่น เก็บมะพร้าวหรือเลี้ยงไว้เแสดงโชว์ แต่สำหรับมาร์โมเสทแล้ว จะให้เลี้ยงไว้ทำงานคงไม่ไหวแน่ๆ ดังนั้นจึงนิยมเอามาเลี้ยงไว้เป็นสัตว์เลี้ยง แต่พอดูราคาแล้วพี่มิ้นท์โบกมือบ๊ายบายคนแรกเลย เพราะตัวนึงตกประมาณ 100,000 บาทขึ้นไปหรือแล้วแต่สายพันธุ์ (ธรรมดาไก่กาซะที่ไหนล่ะ) ที่ราคาแพงขนาดนี้เพราะว่าใน 1 ครอกที่มันออกลูก มีได้แค่ 1-3 ตัวเท่านั้น แต่ถ้าจะให้ลูกออกมาแข็งแรงจริงๆ ต้องไม่เกินครอกละ 2 ตัว